กลับไป sathai โฮมเพจ

::: America is not model :::
หลีกให้พ้นอเมริกา : สังคมของผู้เสพติด!

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย อุบล อยู่หว้า
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก

เมื่อต้องมาเดินอยู่ในย่านถนนมิสชั่น (mission) ในเมืองซานฟรานซิสโก สภาพแวดล้อมที่นี่ทำให้เราตกอยู่ในสภาพเช่นเดียวกับฝรั่งที่กำลังเดินอยู่ในเมืองมหาสารคามหรือร้อยเอ็ด เพราะขณะที่เขาเตรียมตัวจะมาพูดภาษาไทยแต่ผู้คนในเมืองเว้าลาวกันหมดเลย ผู้คนที่อยู่อาศัยและเดินอยู่ตามท้องถนนย่านมิสชั่นเต็มไปด้วยผู้ที่พูดภาษาเสปน ขณะที่เราก็ตั้งท่าจะพูดภาษาอังกฤษ ย่านมิสชั่นเป็นเหมือนฐานที่มั่นของชาวเม็กซิโกและชาวอเมริกาใต้ประเทศต่างๆ ที่เข้ามารับจ้างทำมาหากินในเมืองซานฟรานซิสโก พวกเขาเหล่านี้พูดภาษาสเปนและมาจากครอบครัวเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากข้อตกลงการค้าเสรีอเมริกาเหนือ (NAFTA) จนถึงขั้นบ้านแตกสาแหรกขาด อยู่ไม่ได้ต้องออกจากหมู่บ้านดิ้นรนมาหางานทำในสหรัฐอเมริกา

ที่นอนคนจน

บางท่านอาจจินตนาการว่าสหรัฐอเมริกาเป็นประเทศที่เต็มไปด้วยกลิ่นไอของเสรีภาพและประชาธิปไตย แต่กลิ่นไอของเสรีภาพย่านมิสชั่นมันพะอืดพะอมสิ้นดี เพราะมันคือกลิ่นของสิ่งปฏิกูลสดๆ จากมนุษย์เรานี่เอง เหตุที่มาก็คือว่าเมืองใหญ่อย่างซานฟรานซิสโก มีคนไร้บ้านอาศัยอยู่ในเมืองนี้น่าจะมากกว่า 30,000 คน ในบรรดาคนไร้บ้านมากมายขนาดนี้ จำนวนไม่น้อยเลยติดยาเสพติด ยาเสพติดที่ได้รับความนิยมในหมู่คนจนก็คือ “แครก” หากเดินย่ำอยู่ในย่านมิสชั่นจะพบพวกเขาสูบ ฉีด และซื้อขายกันจะจะบนรถ ยาเสพติดบ้านี้มันก็บ้าจริงๆ เพราะมันทำให้ผู้ที่เสพเป็นบ้าไปเลย พวกเขา (บางคน) ถ่ายสิ่งปฏิกูลบนฟุตบาท โดยไม่ได้สนใจต่อประสาทสัมผัสของใครทั้งสิ้น เป็นการยืนยันในเสรีภาพโดยไม่รับผิดชอบอะไร เดินถนนย่านมิสชั่นสายตาต้องมองต่ำเหมือนคนไปหาเก็บเห็ด มิฉะนั้นคุณอาจพลาดเหยียบเข้าไปที่ก้อนทองของผู้ติดยาได้ บางค่ำคืนคุณอาจจะโชคร้าย (หรือโชคดีก็แล้วแต่จะคิด) ที่เห็นคนเป็นๆ มีเซ็กส์กันอยู่มุมใดมุมหนึ่งของถนนนั่นเอง เสรีภาพที่ไร้ความรับผิดชอบอันนี้ก็น่าจะมาจากยาเสพติดเช่นเดียวกัน

อเมริกากับช่องว่างทางเศรษฐกิจและสังคม
อเมริกานับเป็นประเทศที่ประชาชนในชาติมีความเหลื่อมล้ำแตกต่างกันในทางเศรษฐกิจและสังคมสูงมาก ชนิดที่ว่าคนรวยก็รวยล้นฟ้า คนจนก็ต่ำต้อยติดดินเดินขอเศษสตางค์ตามแยกไฟแดง ดักรอขออาหารตามหน้าซุปเปอร์มาเก็ต นอนตามซอกถังขยะริมฟุตบาท ในบรรดาคนไร้บ้านที่พานพบในเมืองซานฟานซิสโก ก็เห็นว่ามีคนจากทุกเผ่าพันธุ์ในสังคมอเมริกา มีทั้งฝรั่งผิวขาว คนลาตินอเมริกา คนเอเชีย แต่ที่มีคนจำนวนมากกว่ากลุ่มอื่นๆ คือคนอเมริกันอาฟริกัน (คนผิวดำ) ถามว่าเหตุใดจึงเป็นเช่นนั้น นี่คือความเหลื่อมล้ำทางสังคมอันสืบเนื่องมาจากประวัติศาสตร์ การกดขี่ต่อคนผิวดำตั้งแต่ยุคค้าทาสใช้แรงงานทาสฝังลึกอยู่ในสังคมอเมริกัน แม้ว่าในวันนี้จะไม่มีการแยกชุมชนคนดำ-คนขาว ไม่แยกโรงเรียน ไม่แยกห้องน้ำ ไม่ห้ามคนดำขึ้นรสบัสดังเช่นที่เกิดขึ้นในช่วงทศวรรษ 1960 แต่โรงเรียนในย่านคนจนก็คุณภาพต่ำ ผนวกกับปัญหาความยากจนทางเศรษฐกิจ โอกาสที่คนจนจะได้รับการศึกษาดีก็น้อยลงไปอีก การศึกษาที่ผูกติดกับทุนทำให้การเล่าเรียนต้องใช้จ่ายสูงมาก ยิ่งเท่ากับกีดกันคนจนออกจากการศึกษาที่ดี

มีเศษสตางค์สักเหรียญมั้ยครับ?


เมื่อหลายปีที่ผ่านมามีเหตุการณ์การกระทบกระทั่งระหว่างคนไทยกับคนผิวดำ หรืออาจมีการกระทบกระทั่งระหว่างคนจีนกับคนลาตินอเมริกา หรือคนเวียดนามกับคนดำ นี่คือการกระทบกระทั่งของพลเมืองใหม่หรือพลเมืองชั้นรองของสังคมนี้ และคนเหล่านี้ก็จะถูกเอาเปรียบโดยฝรั่งผิวขาว ซึ่งดูเหมือนดำรงความเป็นเจ้าของประเทศมากกว่าอยู่ตลอดเวลา

ระบบบริการสุขภาพ เป็นอีกประเด็นหนึ่งที่สะท้อนช่องว่างในสังคมนี้ การบริการทางการแพทย์ที่กอดคอตีคู่กับธุรกิจทำประกัน ทำให้บริการทางการแพทย์เป็นธุรกิจที่ต้องแสวงหากำไรหากไม่มีเงินพอที่จะซื้อประกันไว้ก่อนหน้าที่จะเจ็บป่วย เกิดป่วยขึ้นมาคนจนไปหาหมอแทบไม่ได้เพราะทุกอย่างแพงมาก ระบบแบบนี้จึงเป็นเหมือนกันคนจนออกไปจากระบบบริการสุขภาพที่ดี แล้วไปสร้างเกาะสังคมสงเคราะห์ขึ้นมา ซึ่งล้วนแต่ไม่มั่นใจในคุณภาพ นี่คือการกดขี่และความเหลื่อมล้ำต่อกันในสังคมอเมริกันซึ่งมันฝังลึกอยู่มากจริงๆ

อเมริกาเสพติดน้ำมัน
สหรัฐอเมริกาประเทศที่ครอบครองพื้นที่ส่วนใหญ่ของทวีปอเมริกาเหนือ การผลิตในประเทศพัฒนามาสู่การผลิตแบบอุตสาหกรรมมีการใช้พลังงานน้ำมันอย่างมหาศาล การขนส่งภายในประเทศก็เสมือนการขนส่งข้ามทวีป สภาพเศรษฐกิจสังคมที่อยู่อาศัย งานที่อยู่ห่างไกลกัน ความจำเป็นบวกกับความนิยมของการมีรถยนต์ทำให้มีการเสพและใช้น้ำมันกันอย่างมาก เมืองใหญ่หลายเมืองโดยเฉพาะรัฐทางฝั่งตะวันตกมีระบบขนส่งมวลชนที่ไม่ดีเลย คนแก่ในเมืองโอ๊กแลนด์เล่าว่าแต่ก่อนมีรถไฟให้บริการจากโอ๊กแลนด์ไปเบริกลีย์ เมืองที่อยู่รอบอ่าวซานฟรานซิสโกด้วยกัน ห่างกันไม่ถึง 10 กิโลเมตร แต่บริษัทเจเนอรัลมอเตอร์ซื้อรถไฟไปแล้วทำให้เจ๊งเพื่อบีบให้คนซื้อรถยนต์เพราะเขาผลิตรถยนต์ ในเมืองลอสแองเจลิสก็เคยมีรถไฟแบบเดียวกันปัจจุบันก็ไม่มีแล้วถูกทำลายไปด้วยขบวนการของทุน ทุกวันนี้ในเมืองลอสแองเจลิสมีแต่รถเมล์คุณภาพต่ำที่คนจนเท่านั้นใช้บริการ ระบบเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาถูกออกแบบให้ขับเคลื่อนโดยน้ำมัน สังคมนี้เสพติดน้ำมันอย่างหนักจริงๆ

ร้านกาแฟกับแลปท๊อปคือสถานที่ทำงานใหม่

อเมริกาเสพติดเทคโนโลยี
การคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีสร้างนวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อตอบสนองความสะดวกสบายของชีวิตก็น่าจะเป็นเรื่องธรรมดา แต่ที่ไม่ธรรมดาก็คือเทคโนโลยีไม่เพียงแต่มีอิทธิพลในการกำหนดวิถีการผลิต กำหนดวิถีชีวิตของคนอเมริกันเท่านั้น แต่เทคโนโลยีมีอิทธิพลถึงขั้นเปลี่ยนทักษะมนุษย์เปลี่ยนความคิดจิตใจของคนได้ด้วย และผู้ที่ควบคุมเทคโนโลยีก็ใช้มันเป็นเครื่องมือในการครอบงำสังคมด้วย ผู้ที่ทำงานด้านสื่อทางเลือกในอเมริกากล่าวว่า หากสื่อในอเมริกานำเสนอภาพความทุกข์ระทมของประชาชนชาวอิรักที่ได้รับผลกระทบจากสงครามเชื่อว่าจะส่งผลให้นโยบายของรัฐบาลอเมริกาเปลี่ยนอย่างแน่นอน

อีกตัวอย่างหนึ่งคือการใช้เทคโนโลยีอินเตอร์เน็ต ซึ่งเวลานี้มีอิทธิพลกับสังคมอเมริกามาก ใช้กันตั้งแต่ซื้อเข็ม ซื้อด้าย ถามวิธีปรุงอาหาร วิธีต้มน้ำแอปเปิล ไปจนถึงธุรกิจใหญ่โต คนจำนวนไม่น้อยนั่งอยู่กับจอคอมพิวเตอร์ในร้านกาแฟเหมือนถูกสะกดจิต พวกเขาอาจค่อยๆ สะสม ”ความลืม” ที่จะเงยหน้าเข้ามาทักทายเพื่อนว่า “Hay! How are you?” ปฏิสัมพันธ์กับเพื่อนจะน้อยลง ผลกระทบที่พบแล้วคือเทคโนโลยีทำให้คนมีความอดทนน้อยลง ทำให้คนสูญเสียทักษะในการใช้มือ ผมไม่กล้าสรุปว่าสังคมอเมริกันจะเป็นเช่นไร แต่มันน่าติดตามว่าสังคมที่ผู้คนจำนวนมากเสพติดเทคโนโลยีจะมีบุคลิกเช่นไร ซึ่งประเด็นนี้รอศึกษาในสังคมไทยก็น่าจะได้เช่นกัน

อเมริกาเสพติดอำนาจของประเทศ
ดูเหมือนประชาชนชาวอเมริกันโดยทั่วๆ ไป (ยกเว้นชนเผ่า) จะไม่เคยเผชิญปัญหาความทุกข์ยากเดือดร้อนอย่างแสนสาหัสดังเช่นประชาชนในประเทศที่ยากจนและประเทศกำลังพัฒนา เช่น ชาวสลัมถูกไล่ที่ ชาวเขาถูกบังคับให้ออกจากชุมชนจากที่ดินทำกินของตน คนอเมริกันได้รับการบำรุงบำเรอให้มีความสุขตามสมควร โดยอำนาจรัฐฯ ซึ่งเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับอำนาจทุน และมีเทคโนโลยีในการฆ่าเพื่อนมนุษย์ (อาวุธกองทัพและการก่อสงคราม)เป็นเครื่องมือในการสร้างขยายและรักษาอำนาจนั้นไว้ ดูเหมือนไม่ใช่เรื่องยากนักที่รัฐจะปลูกฝังแนวคิดชาตินิยมกับพลเมืองของชาติที่มีอายุน้อยดังเช่นสหรัฐเมริกา ประชาชนไม่น้อยในประเทศนี้มาจากกลุ่มคนที่ไม่มีโอกาสในการสร้างรัฐชาติหรือมาจากข้อขัดแย้งจากสงครามในประเทศเดิม จึงเป็นการง่ายที่พวกเขาจะเข้าร่วมในสำนึกรักชาติใหม่ที่ปลุกเร้าโดยรัฐจักรวรรดินิยม แน่นอนสำนึกความเป็นชาติย่อมต้องมีส่วนดีที่คนในสังคมหนึ่งจะอยู่ร่วมกัน แต่ทัศนะที่เลยเถิดถึงขั้นบอกว่า “เรื่องสงครามอิรักผมไม่สนใจหรอก...ท่านประธานาธิบดีเป็นคนดีที่เข้าใจเลือดอเมริกัน” ก็ย่อมแสดงว่าผู้คนบางส่วนในประเทศนี้เสพติดอำนาจเข้าแล้วจริงๆ

สังคมเป็นพลวัต มีการเคลื่อนตัวและเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา ไม่มีสังคมใดมีแต่มุมที่เลวร้าย สังคมอเมริกันเองก็มีแง่มุมที่เป็นพลังสร้างสรรค์มากมาย แต่แง่มุมที่ได้กล่าวมาแล้วเป็นแง่มุมที่เป็นปัญหาที่สังคมใดก็ตามไม่ควรเอาเป็นแบบอย่าง เมืองใหญ่อย่างกรุงเทพฯ ก็มีคนไร้บ้านหลับนอนอยู่ตามย่านสนามหลวงและหมอชิต เพียงแต่ในเมืองไทยเรามีเครือข่ายสลัมก็เข้าไปสนับสนุนให้รวมตัวหาขยะรีไซเคิลขาย ไปทำงานให้วัดเพื่อบูชาอาหารมากิน นี่เป็นรูปธรรมความแข็งแกร่งของสังคมที่มีชุมชนวัฒนธรรม เมื่อมีผู้ยากไร้ที่ต้องเผชิญวิกฤติในชีวิต สังคมก็มีกลไกเข้าไปโอบอุ้ม ได้แต่หวังว่าคนไทยสังคมไทยจะเห็นคุณค่าของความมีชุมชนและวัฒนธรรมก่อนที่ความงดงามอันนี้จะหมดไปจากสังคม