กลับไป sathai โฮมเพจ

::: Transforming the land :::
ฟื้นฟูผืนดิน

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

แปลและเรียบเรียงโดย วลัยพร อดออมพานิช
มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืน (ประเทศไทย)

จังหวัดนิกรอส ออกซิเด็นทอล ในฟิลลิปปินส์เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยขนาดใหญ่ ในช่วงกลางคริสศตวรรตที่ 80 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ต้องเผชิญกับภาวะความอดอยาก ยากเข็ญ เมื่อราคาอ้อยในตลาดโลกดิ่งลง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลหลายแห่งปิดตัวเพราะขาดทุน ผลที่ตามมา คือ คนงานในโรงงาน รวมทั้งแรงงานรับจ้างในไร่อ้อยจำนวนมากตกงาน ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เกษตรกรจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่น ต้องพากันทิ้งครอบครัวเพื่อออกไปหารับจ้างทำงานนอกบ้าน และแม้ว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะมีเสถียรภาพมากขึ้นแต่ในช่วงท้ายปี 2523 เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจปรับระบบการปลูกอ้อยเชิงเดี่ยวมาปลูกพืชที่หลากหลาย ดังตัวอย่างครอบครัวของ โรดอลโฟ โดลโป โอเร เกษตรกรจากชุมชนกาปิ


เกษตรเพื่อยังชีพ อยู่แทบไม่ได้ : 2527-2528
โดลโปทำเกษตรมานานกว่า 25 ปี ก่อนหน้าที่จะอพยพมาอยู่ที่กาปิ เขามีที่ดินอยู่แปลงหนึ่งแต่ด้วยปัญหาทางการเมืองทำให้เขาต้องอพยพออกมา ปี 2527 โดลโปได้รับที่ดิน 1 แปลง ขนาด 1.3 เฮกตาร์จากปู่ของเขา การปลูกอ้อยเชิงเดี่ยว การเผาและการใช้สารเคมีเป็นเวลาต่อเนื่อง ยาวนานทำให้ดินเสื่อมโทรม นอกจากนี้ยังประสบปัญหาการพังทลายของดินอีกด้วย

หลังจากได้เรียนรู้ว่า การปลูกอ้อยเชิงเดี่ยวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัวได้ หนำซ้ำยังต้องประสบปัญหาราคาน้ำตาลตกต่ำ โดลโปตัดสินใจปรับพื้นที่ดินใหม่โดยแบ่งฟื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว โดลโปต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับพื้นที่และระบบน้ำที่เหมาะสม ในการทำนา เขาเช่าควายจากเพื่อนบ้านมาไถนา แต่กว่าจะได้ไถก็ต้องรอจนกว่าเจ้าของควายจะไถนาในพื้นที่ของเขาเองเสร็จเสียก่อน ทำให้กระบวนการทำนาล่าช้าออกไปมาก และความที่ทำนาช้ากว่าคนอื่นทำให้แปลงข้าวได้รับผลเสียหายจากการระบาดของแมลงศัตรูข้าว จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้โดลโปตระหนักดีว่าเขาควรจะซื้อควายเป็นของตนเอง เขาจึงตัดสินใจทำงานรับจ้างปลูกอ้อยในแปลงใกล้บ้านเพื่อเก็บรวบรวมเงิน

ครอบครัวโดลโปมีรายได้หลักจากการทำนา และเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดลโปจัดการการตลาดโดยการขายข้าวโดยตรงให้แก่เพื่อนบ้าน นอกจากนี้พวกเขายังปลูกข้าวโพด และผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครอบครัว รวมทั้งเลี้ยงไก่ หมู ไว้จำนวนหนึ่ง

พึ่งตนเองได้ : 2529-2530
ปี 2529 โดลโปและครอบครัวได้ครอบครองที่ดิน ทั้งหมด 2.2 เฮกตาร์จากปู่ของเขา ซึ่งผืนดินตรงนี้เคยถูกยึดครองจากนายทุนเพื่อปลูกอ้อย เมื่อได้ที่ดินเพิ่มขึ้น โดลโปปรับที่ดินบริเวณที่มีความลาดชันให้เป็นขั้นบันได แบ่งพื้นที่ ครึ่งเฮกตาร์ปลูกข้าว และที่เหลือปลูกข้าวโพด ซึ่งต้องลงทุนจำนวนมากไปกับการซื้อปุ๋ยเคมี สารเคมีและค่าเช่ารถแทรกเตอร์ แต่โชคร้ายที่การปลูกข้าวโพดไม่ได้ผลเนื่องจากสภาพอากาศที่เลวร้าย ทำให้ทุนที่ลงไปไม่คุ้มทุน หลังจากเผชิญกับความแห้งแล้งอย่างรุนแรงอันเนื่องจากปรากฏการณ์เอลนิโน โดลโปตัดสินใจปลูกพืชพันธุ์ท้องถิ่นที่ทนแล้ง โดยเริ่มปลูกในบริเวณที่มีความลาดชันมากที่สุด ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ที่ทำไร่แบบเผาและตัดฟัน การปลูกพันธุ์พืชที่มีความหลากหลายจำเป็นต้องอาศัยแรงงานและการดูแลอย่างปราณีต และลงทุนสูง โดลโปตัดสินใจเลิกรับจ้างตัดอ้อยเพื่อที่จะได้มีเวลาในการดูแลฟาร์มมากขึ้น นอกจากนี้ โดลโปและโรเดลน้องชายของเขา ยังช่วยกันปลูกผัก เผือก และมันต่างๆเพื่อขายในตลาด ในที่สุดโดลโปก็สามารถรวบรวมเงินจากการขายหมู ข้าว และข้าวโพดเพื่อซื้อควาย ซึ่งทำให้เขาสามารถประหยัดค่าใช้จ่ายในการเตรียมดิน และแน่นอน การปลูกข้าวทำได้ทันทีโดยไม่ต้องรออีกต่อไป

ขณะที่โดลโปเริ่มขยายพื้นที่การปลูกพืช ด้วยความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัวในการวางแผนการปลูกพืชที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกข้าว ข้าวโพด กล้วย และพืชหัวต่างๆ รวมทั้งปลูกถั่วต่างๆเป็นพืชสลับเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในขณะที่เขาปรับปรุงการผลิตและค่อยๆปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูก เขาได้เรียนรู้เทคนิคทางเลือกทดแทนการใช้สารเคมี เช่น การอนุรักษ์และปรับปรุงบำรุงดินและน้ำ การป้องกันการชะล้างและพังทลายของดิน การจัดการแปลง ครอบครัวโดลโปกำลังเดินทางสู่การพึ่งตนเองได้

มีรายได้เพิ่ม 2531-2533
โดลโปกลายเป็นผู้นำของชมรมพัฒนาการเกษตรปักนานาวัน (หรือแพทดา) ซึ่งก่อตั้งขึ้นเพื่อสนับสนุนเกษตรกรด้านเทคนิคและเงินทุน โดลโปและสมาชิกแพทดาคนอื่นๆได้รับการสนับสนุนจากองค์กรพัฒนาเอกชนในพื้นที่ และเงินทุนหมุนเวียน แพทดาจัดตั้งแปลงเพาะชำ กล้าผัก ไม้ผล และไม้ป่า บนยอดเขาถูกกันพื้นที่เป็นป่าส่วนรวมและปลูกมะฮอกกะนี โดยมีการหมุนเวียนผลัดเปลี่ยนแรงงานสมาชิกในการดูแลและรดน้ำ

โดลโปแบ่งพื้นที่หนึ่งในสี่ของแปลงเพื่อปลูกฟักทอง แต่ด้วยราคาตกต่ำทำให้ต้องนำผลผลิตที่ได้ไปเลี้ยงหมูแทน ขณะเดียวกันเขาได้ขยายพื้นที่การปลูกถั่วลิสง และนำผลกำไรไปซื้อบ้านเก่าหลังหนึ่งเพื่อต่อเติมบ้านที่อยู่

ส่วนการทำนา โดลโปปลูกข้าวพื้นบ้าน 9 สายพันธุ์ โดยปลูกพันธุ์ข้าวเหล่านี้บนที่สูง ขณะเดียวกันก็ยังคงปลูกพันธุ์ลูกผสม ไออาร์ 64 ในบริเวณที่ลุ่ม แม้ว่าเขาจะพยายามปรับเปลี่ยนระบบการผลิตที่เพิ่มความหลากหลายของพืชพรรณ แต่การลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อทำเกษตรอินทรีย์ทั้งแปลงยังไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด

ด้วยความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสม ประกอบกับความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากการฝึกอบรม โดลโปทำปุ๋ยอินทรีย์จากมูลควาย, วัชพืชที่ย่อยสลายแล้ว และฟางข้าว ขณะเดียวกันก็เลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปด้วย ในระบบการปลูกพืช โดลโปใช้วิธีปลูกถั่วต่างๆ ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไป และด้วยความพยายามในการปลูกพืชที่หลากหลายทำให้เขาไม่เจอปัญหาเรื่องโรคและแมลง

ในระหว่างการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชหลากหลายนับว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะจูงใจสมาชิกในครอบครัวให้เชื่อตามไปด้วยง่ายๆ ภรรยาของเขา ราเควล ตั้งคำถามต่อประโยชน์ที่จะได้จากการปรับเปลี่ยน ราเควลให้ความสำคัญกับผลผลิตที่รวดเร็วและเห็นผลทันที เธอกังวลว่าการปลูกพืชหลากหลายจะทำให้ฟาร์มของเขาเสียประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวช่วยกันปรับระบบ ก็ทำให้ทุกคนค่อยๆเรียนรู้และมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปลูกสับปะรดตามแนวระดับ เป็นการช่วยชะลอการพังทลายของดิน ตามแนวระดับเขาทำแนวคันดินและบ่อพักดินเพื่อกักเก็บน้ำและดิน รวมทั้งปลูกพืชผสมลงตามแนวระดับ ด้านบนสุดซึ่งเป็นที่ลาดชันถูกปล่อยให้เป็นพื้นที่ป่า การปลูกพืชตามแนวระดับเป็นระบบที่ต้องใช้แรงงานสูง ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุนแรงงานจากสมาชิกแพทดามาช่วยปลูกและรดน้ำ

โดลโปประสบปัญหาในการแบ่งบทบาทและหน้าที่การงานระหว่างการดูแลฟาร์มและการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดลโปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในกิจกรรมกลุ่ม และในปี 2532 เขาได้รับเลือกเป็นผู้ก่อตั้งร่วม สหพันธุ์ผู้ผลิตบูกานา โดยมีการจัดกิจกรรมการอบรมฟรีเรื่องความหลากหลายในระบบฟาร์มให้แก่สมาชิก ผลตอบแทนที่เขาได้รับก็คือการได้แลกเปลี่ยนความรู้จากเกษตรกรหลายต่อหลายคน ได้แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และในที่สุด กลุ่มก็สร้างศูนย์ฝึกอบรมขึ้นที่แปลงของโดลโป

ปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมือง 2534-2538
โดลโปได้รู้จักเครือข่ายชาวนา มาซิปักผ่านการทำงานร่วมกับกลุ่ม มาซิปักเป็นเครือข่ายองค์กรชาวนาที่มีสมาชิกกว่า 30,000 คน มาซิปักส่งเสริมการใช้และการจัดการความหลากหลายทางชีวภาพ โดยมุ่งเน้นให้เกษตรกรมีส่วนร่วมและควบคุมทรัพยากรการผลิตของตนเอง มาซิปักสนับสนุนให้เกษตรกรปลูกพืชพรรณที่หลากหลาย ในระบบการปลูกพืชแบบผสมผสาน ปี 2534 องค์กรบูกานาได้รับเมล็ดพันธุ์ข้าวซึ่งปรับปรุงโดยเกษตรกรในเครือข่ายมาซิปักซึ่งปลูกและเจริญเติบโตได้ดีโดยไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมีและยาฆ่าแมลง โดลโปทดลองปลูกพันธุ์ข้าวมาซิปักจำนวน 54 สายพันธุ์ในแปลง การปลูกดังกล่าวก็เพื่อเปิดโอกาสให้เขาได้สังเกต เก็บข้อมูลการเจริญเติบโต การปรับตัวต่อสภาพดิน น้ำ ความต้นทานต่อโรคและแมลง ผลผลิต กลิ่น รดชาด และคุณสมบัติอื่นๆ ซึ่งต่อมาโดลโปคัดเลือกพันธุ์ข้าวเหลือเพียง 15 สายพันธุ์เพื่อปลูกและคัดเลือกต่อ

ปี 2538 โดลโปปลูกข้าวมาซิปักลงในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดของเขาโดยไม่ปลูกพันธุ์ข้าวลูกผสมอื่นๆเลย เขาใช้วิธีทดลองสลับเปลี่ยน พันธุ์ข้าวมาซิปัก 10 สายพันธุ์ ในหนึ่งฤดูกาลปลูกอย่างน้อย 3-4 สายพันธุ์ และเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เหลือเอาไว้ปลูกหมุนเวียน และจะปลูกพันธุ์สูงและเตี้ยสลับกันเพื่อปรับปรุงอินทรีย์วัตถุในดิน และเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนการใช้อินทรีย์วัตถุ นอกจากนี้ครอบครัวโดลโปพบว่า พันธ์ข้าวมาซิปักสามารถปลูกได้ในที่สูง และเติบโตได้ดีในระดับน้ำปกติ

ปี 2539 พันธุ์ข้าวมาซิปักที่ปลูกให้ผลผลิตถึง 4800 กก.ต่อเฮกตาร์โดยที่ไม่มีการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด (ขณะที่พันธุ์ข้าวลูกผสมไออาร์ให้ผลผลิตเพียง 2520 กก. ต่อเฮกตาร์) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปจ้างแรงงานเพิ่ม ขณะที่ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ยกเว้นในปีที่เกิดภาวะฝนแล้ง หรือเกิดการระบาดของหนูในพื้นที่

ปรับปรุงระบบการผลิตแบบมาซิปัก 2539-2540
เมื่อโดลโปเริ่มคุ้นเคยกับระบบการปลูกแบบมาซิปัก เขาตัดสินใจปรับปรุงฟาร์มเพื่อแก้ปัญหาในฟาร์มบางประการ โดลโปลงทุนจากรายได้บางส่วนในการปรับแผนผังและกิจกรรมในฟาร์มเสียใหม่เพื่อให้เกิดการเกื้อกูล ผสมผสาน เขาย้ายบ้านให้มาอยู่ตรงกลางฟาร์ม โดยออกแบบให้บ้านเป็นศูนย์กลางในการทำกิจกรรม รวมทั้งการวางแผนและการติดตามการทำกิจกรรมต่างๆ นอกจากนี้เขายังได้ปลูกเผือกในแปลงใกล้กับนาข้าวซึ่งช่วยลดปัญหานาข้าวถูกรบกวนจากหอยเชอรี่ เพราะหอยชอบกินเผือกมากกว่าข้าว การโรยแกลบในนาทำให้แกลบติดตามเปลือกหอย ทำให้หอยค่อยๆตายไป ส่วนการป้องกันหนูไม่ให้มากินข้าว บนคันนาโดลโปปลูกมันสัมปะหลังซึ่งเป็นพืชที่หนูชอบเป็นตัวล่อ นอกจากนี้ เขาได้ขึงตาข่ายดักแมลงในนา ทั้งยังเลี้ยงเป็ดในนาเพื่อช่วยลดปัญหาเรื่องแมลง และท้ายที่สุด การเลือกพันธุ์ที่มีความต้านทานโรคและแมลง การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ การทำให้ต้นข้าวแข็งแร็งเป็นการช่วยลดปัญหาเรื่องแมลงไปได้อีกระดับหนึ่ง

โดลโปไม่เคยเผาฟางแต่จัดการโดยให้มันย่อยสลายและปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง เขาทำปุ๋ยน้ำโดยมีส่วนผสมของ ใบสะเดา มูลควาย สบู่และน้ำ ซึ่งนำไปใส่ในแปลงนาบริเวณที่ดินยังขาดความอุดมสมบูรณ์ และเพื่อจัดการปุ๋ยคอกให้เหมาะสม โดลโปย้ายคอกควายไปใกล้กับร่องน้ำ เพื่อให้มูลควายไหลไปตามร่องน้ำลงสู่นาข้าวโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ในปี 2538 โดลโปขุดบ่อปลาหนึ่งบ่อบริเวณใกล้กับคอกเป็ด

ในขั้นตอนการปลูก โดลโปปรับระยะห่างของการปลูกเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนกล้าที่ใช้ในการปักดำลดลงจาก สามถึงสี่ต้น มาเป็นเพียงหนึ่งถึงสองต้นซึ่งทำให้ต้นข้าวงอกงามดี ทั้งยังให้ผลผลิตต่อรวงสูงขึ้น เทคนิคอีกประการหนึ่งคือการปล่อยน้ำเข้าออกนาเมื่อเป็นไปได้ เพื่อให้รากของต้นข้าวได้มีอากาศหายใจและเร่งการเจริญเติบโต ไปพร้อมกัน นอกจากนี้เขายังสังเกตว่า การปล่อยน้ำเข้าออกเป็นพักๆเป็นการสร้างสภาพที่ทำให้ต้นข้าวไม่อ่อนแอและง่ายต่อการเป็นโรคหรือสร้างปัญหาการระบาดของแมลง

โดลโปย้ายกล้ามาปักดำเมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วัน จากเดิมที่ต้นกล้ามีอายุเพียง 15-20 วัน วิธีนี้ช่วยให้ต้นกล้าแข็งแรงพอ ปลอดภัยจากการรบกวนของหอยเชอรี่ การปล่อยน้ำเข้าออกนาเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยจัดการหญ้าในนาข้าว

แปลงของโดลโปมีพื้นที่บางส่วนปล่อยว่างเนื่องจากดินในพื้นที่ดังกล่าวขาดความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างมาก ดังนั้นพื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่แมลงที่เป็นประโยชน์ได้เข้ามาอยู่อาศัย ส่วนบริเวณที่เคยทำไร่แบบเผาและตัดฟัน ได้ถูกปรับเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผล พืชหัวและพืชตระกูลถั่ว

การพัฒนาและจัดการแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด โดลโปตระหนักดีว่าเขาจะต้องมีเวลาในการสังเกตและจัดการกิจกรรมต่างๆให้เกิดความสมดุล ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรเวลาสำหรับกิจกรรมของกลุ่ม และงานอบรมต่างๆ

การจัดการความเสี่ยง
แม้ว่าฟาร์มของโดลโปจะได้รับการปรับปรุงและมีกิจกรรมที่หลากหลาย แต่ในปี 2540 ฟาร์มได้รับผลกระทบจากปรากฏการณ์เอลนิโน ซึ่งทำให้เกิดความแห้งแล้งต่อเนื่องยาวนาน ต้นไม้ที่ปลูกไว้ไม่ว่าจะเป็น ขนุน ส้ม เงาะ ฝรั่ง มะเฟือง กาแฟ และอีกหลายชนิดยืนต้นตาย โดยเฉพาะในบริเวณที่ลาดชัดที่ดินยังตื้นเขินอยู่ ในปี2541 ปริมาณน้ำฝนที่มากเกินไปจากไต้ฝุ่น ลา นินา ทำให้น้ำท่วมบ่อปลา และในปีเดียวกันนี้เองสมาชิกในครอบครัวป่วย ต้องจ่ายค่ารักษาพยาบาลจำนวนมากทำให้เขาต้องขายควาย 2 ตัว หมูและแพะอีกบางส่วน ทั้งนี้โดลโปและครอบครัวเกือบจะตัดสินใจขายที่ดินและย้ายไปอยู่ในที่ลุ่มแต่ก็ตัดสินใจร่วมกันได้ว่าจะยืนหยัดในผืนดินนี้ให้ได้ในที่สุด


เมื่อตัดสินใจอยู่ต่อ ทุกคนช่วยกันวางแผนที่จะจัดการกับภาวะความแห้งแล้ง เช่น การปลูกไม้ทนแล้ง ย้ายพื้นที่การปลูกไม้ผลมายังผืนดินที่มีระดับความลึกเพื่อให้ต้นไม้ทนอยู่ได้นานแม้ว่าจะมีความแห้งแล้ง แปลงกล้าไม้ต้องได้รับการดูแลอย่างดีเพื่อจะได้มีกล้าไม้ไว้ซ่อมเมื่อมีต้นไม้ตาย ปี 2547 ฟาร์มของโดลโปเผชิญความแห้งแล้งนานถึง 7 เดือน แต่เขาก็มีกล้าไม้สำรองไว้เพียงพอที่จะปลูกทดแทน ในปีเดียวกันนี้เอง เขาสามารถจัดการการเงินและซื้อควายกลับคืนมา 2 ตัว นอกจากนี้ยังเลี้ยงสัตว์อีกหลายชนิดไม่ว่าจะเป็น วัว 2 ตัว แพะ ไก่ และไก่งวง อีก 1 คู่

ฟาร์มในปัจจุบัน
ครอบครัวโดลโปร่วมแรงร่วมใจกันพลิกฟื้นผืนดิน ออกแบบผังฟาร์ม วางแผนกิจกรรมต่างๆอย่างต่อเนื่อง และ ผลที่เกิดขึ้นจากการปรับปรุงบำรุงดิน การปลูกพืชที่หลากหลายและผสมผสาน มานานกว่า 10 ปี พวกเขาสังเกตเห็นได้อย่างชัดเจนว่าดินมีความอุดมสมบูรณ์ขึ้นอย่างมาก

บทเรียนที่ได้รับ
มีปัจจัยหลายประการที่ทำให้โดลโปประสบความสำเร็จในการฟื้นฟูผืนดินเข้าสู่ระบบเกษตรผสมผสานที่หลากหลาย สิ่งสำคัญก็คือ การใช้ประสบการณ์เดิมที่มีผสมผสานกับความรู้ใหม่ที่ได้เรียนรู้จากภายนอกช่วยให้เขาสามารถตัดสินว่าทำอย่างจึงจะดีสำหรับการพัฒนาฟาร์มของเขา การเป็นเจ้าของที่ดินก็เป็นอีกปัจจัยเอื้ออีกประการหนึ่ง ที่ดินที่เป็นองค์ประกอบสำคัญของการพัฒนาสู่ความมั่นคงทางอาหารของครอบครัว

อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชที่หลากหลายเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ แต่ยังต้องพัฒนาระบบการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินและการจัดการแมลงแบบผสมผสาน ระบบการทำเกษตรผสมผสานที่หลากหลายตามแบบของมาซิปักมีส่วนช่วยในการชี้นำให้เขาพัฒนาระบบฟาร์มได้อย่างดี สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เรียนรู้ร่วมกันว่าการพัฒนาฟาร์มเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน เป็นระบบที่เอื้อให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการการผลิต และแม้ว่าระบบดังกล่าวจะอาศัยระยะเวลาและต้องลงแรงงานอย่างเข้มข้น แต่ก็อยู่ในวิสัยที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันจัดการได้โดยไม่ต้องอาศัยการหนุนช่วยจากทางราชการ

จากประสบการณ์ของโดลโปยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการหนุนช่วยกันทางสังคม ดังจะเห็นได้ว่า โดลโปเองก็เข้าร่วมในกิจกรรมของกลุ่มอย่างเข้มแข็ง เขาเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรม รวมทั้งให้คำแนะนำแก่สมาชิกที่ต้องการหนุนช่วย และในทางกลับกันเขาก็ได้รับการหนุนช่วยจากกลุ่มเช่นกัน การมาเยี่ยมเยียนของนักวิทยาศาสตร์และเกษตรกรจากที่ต่างๆที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ที่หลากหลายเป็นการตอกย้ำความมั่นใจต่อสิ่งที่ทำ อย่างไรก็ตาม โดลโปยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเลิกทำการเกษตรแผนใหม่ไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ว่าจะทำอะไรต้องเริ่มต้นจากวิธีคิดและทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งก็โชคดีที่ครอบครัวของโดลโปมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับวิธีคิด ที่นำพาครอบครัวสู่ความยั่งยืนและการพึ่งตนเองในที่สุด


หมายเหตุ
เนื้อหา และภาพประกอบจาก Transforming the Land by Jelson T.Garcia and Lindsey Mulkins ใน LEISA Newsletter Special issue 2006 หน้า 6-8