|
|
|
::: Transforming the
land ::: ฟื้นฟูผืนดิน |
<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง แปลและเรียบเรียงโดย วลัยพร อดออมพานิช
จังหวัดนิกรอส ออกซิเด็นทอล ในฟิลลิปปินส์เป็นพื้นที่ปลูกอ้อยขนาดใหญ่
ในช่วงกลางคริสศตวรรตที่ 80 ประชาชนที่อาศัยอยู่ในแถบนี้ต้องเผชิญกับภาวะความอดอยาก
ยากเข็ญ เมื่อราคาอ้อยในตลาดโลกดิ่งลง ส่งผลให้โรงงานน้ำตาลหลายแห่งปิดตัวเพราะขาดทุน
ผลที่ตามมา คือ คนงานในโรงงาน รวมทั้งแรงงานรับจ้างในไร่อ้อยจำนวนมากตกงาน
ปัญหาความยากจนทวีความรุนแรงเพิ่มขึ้น เกษตรกรจำนวนมากไม่มีทางเลือกอื่น
ต้องพากันทิ้งครอบครัวเพื่อออกไปหารับจ้างทำงานนอกบ้าน และแม้ว่า ราคาน้ำตาลในตลาดโลกจะมีเสถียรภาพมากขึ้นแต่ในช่วงท้ายปี
2523 เกษตรกรบางส่วนตัดสินใจปรับระบบการปลูกอ้อยเชิงเดี่ยวมาปลูกพืชที่หลากหลาย
ดังตัวอย่างครอบครัวของ โรดอลโฟ โดลโป โอเร เกษตรกรจากชุมชนกาปิ หลังจากได้เรียนรู้ว่า การปลูกอ้อยเชิงเดี่ยวไม่สามารถตอบสนองความต้องการพื้นฐานของครอบครัวได้ หนำซ้ำยังต้องประสบปัญหาราคาน้ำตาลตกต่ำ โดลโปตัดสินใจปรับพื้นที่ดินใหม่โดยแบ่งฟื้นที่ส่วนใหญ่เป็นนาข้าว โดลโปต้องใช้ความพยายามอย่างมากในการปรับพื้นที่และระบบน้ำที่เหมาะสม ในการทำนา เขาเช่าควายจากเพื่อนบ้านมาไถนา แต่กว่าจะได้ไถก็ต้องรอจนกว่าเจ้าของควายจะไถนาในพื้นที่ของเขาเองเสร็จเสียก่อน ทำให้กระบวนการทำนาล่าช้าออกไปมาก และความที่ทำนาช้ากว่าคนอื่นทำให้แปลงข้าวได้รับผลเสียหายจากการระบาดของแมลงศัตรูข้าว จากประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้โดลโปตระหนักดีว่าเขาควรจะซื้อควายเป็นของตนเอง เขาจึงตัดสินใจทำงานรับจ้างปลูกอ้อยในแปลงใกล้บ้านเพื่อเก็บรวบรวมเงิน ครอบครัวโดลโปมีรายได้หลักจากการทำนา และเพื่อเพิ่มมูลค่าผลผลิต โดลโปจัดการการตลาดโดยการขายข้าวโดยตรงให้แก่เพื่อนบ้าน นอกจากนี้พวกเขายังปลูกข้าวโพด และผักสวนครัวเพื่อการบริโภคในครอบครัว รวมทั้งเลี้ยงไก่ หมู ไว้จำนวนหนึ่ง พึ่งตนเองได้ : 2529-2530 ขณะที่โดลโปเริ่มขยายพื้นที่การปลูกพืช ด้วยความร่วมมือจากสมาชิกในครอบครัวในการวางแผนการปลูกพืชที่หลากหลายไม่ว่าจะเป็น การแบ่งพื้นที่เพื่อปลูกข้าว ข้าวโพด กล้วย และพืชหัวต่างๆ รวมทั้งปลูกถั่วต่างๆเป็นพืชสลับเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของดิน ในขณะที่เขาปรับปรุงการผลิตและค่อยๆปรับเปลี่ยนพืชที่ปลูก เขาได้เรียนรู้เทคนิคทางเลือกทดแทนการใช้สารเคมี เช่น การอนุรักษ์และปรับปรุงบำรุงดินและน้ำ การป้องกันการชะล้างและพังทลายของดิน การจัดการแปลง ครอบครัวโดลโปกำลังเดินทางสู่การพึ่งตนเองได้ มีรายได้เพิ่ม 2531-2533 โดลโปแบ่งพื้นที่หนึ่งในสี่ของแปลงเพื่อปลูกฟักทอง แต่ด้วยราคาตกต่ำทำให้ต้องนำผลผลิตที่ได้ไปเลี้ยงหมูแทน ขณะเดียวกันเขาได้ขยายพื้นที่การปลูกถั่วลิสง และนำผลกำไรไปซื้อบ้านเก่าหลังหนึ่งเพื่อต่อเติมบ้านที่อยู่ ส่วนการทำนา โดลโปปลูกข้าวพื้นบ้าน 9 สายพันธุ์ โดยปลูกพันธุ์ข้าวเหล่านี้บนที่สูง ขณะเดียวกันก็ยังคงปลูกพันธุ์ลูกผสม ไออาร์ 64 ในบริเวณที่ลุ่ม แม้ว่าเขาจะพยายามปรับเปลี่ยนระบบการผลิตที่เพิ่มความหลากหลายของพืชพรรณ แต่การลดการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อทำเกษตรอินทรีย์ทั้งแปลงยังไม่สามารถทำได้ในทันทีทันใด ด้วยความรู้ ประสบการณ์ที่สั่งสม ประกอบกับความรู้เพิ่มเติมที่ได้จากการฝึกอบรม โดลโปทำปุ๋ยอินทรีย์จากมูลควาย, วัชพืชที่ย่อยสลายแล้ว และฟางข้าว ขณะเดียวกันก็เลี้ยงสัตว์ควบคู่ไปด้วย ในระบบการปลูกพืช โดลโปใช้วิธีปลูกถั่วต่างๆ ได้แก่ ถั่วลิสง ถั่วเหลือง ถั่วเขียว หมุนเวียนสลับเปลี่ยนกันไป และด้วยความพยายามในการปลูกพืชที่หลากหลายทำให้เขาไม่เจอปัญหาเรื่องโรคและแมลง ในระหว่างการปรับเปลี่ยนมาปลูกพืชหลากหลายนับว่าเป็นเรื่องลำบากที่จะจูงใจสมาชิกในครอบครัวให้เชื่อตามไปด้วยง่ายๆ ภรรยาของเขา ราเควล ตั้งคำถามต่อประโยชน์ที่จะได้จากการปรับเปลี่ยน ราเควลให้ความสำคัญกับผลผลิตที่รวดเร็วและเห็นผลทันที เธอกังวลว่าการปลูกพืชหลากหลายจะทำให้ฟาร์มของเขาเสียประโยชน์มากกว่า อย่างไรก็ตามเมื่อสมาชิกทุกคนในครอบครัวช่วยกันปรับระบบ ก็ทำให้ทุกคนค่อยๆเรียนรู้และมีความมั่นใจเพิ่มขึ้น ยกตัวอย่างเช่น การปลูกสับปะรดตามแนวระดับ เป็นการช่วยชะลอการพังทลายของดิน ตามแนวระดับเขาทำแนวคันดินและบ่อพักดินเพื่อกักเก็บน้ำและดิน รวมทั้งปลูกพืชผสมลงตามแนวระดับ ด้านบนสุดซึ่งเป็นที่ลาดชันถูกปล่อยให้เป็นพื้นที่ป่า การปลูกพืชตามแนวระดับเป็นระบบที่ต้องใช้แรงงานสูง ซึ่งเขาได้รับการสนับสนุนแรงงานจากสมาชิกแพทดามาช่วยปลูกและรดน้ำ โดลโปประสบปัญหาในการแบ่งบทบาทและหน้าที่การงานระหว่างการดูแลฟาร์มและการเข้าร่วมกิจกรรมกลุ่ม โดลโปมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในกิจกรรมกลุ่ม และในปี 2532 เขาได้รับเลือกเป็นผู้ก่อตั้งร่วม สหพันธุ์ผู้ผลิตบูกานา โดยมีการจัดกิจกรรมการอบรมฟรีเรื่องความหลากหลายในระบบฟาร์มให้แก่สมาชิก ผลตอบแทนที่เขาได้รับก็คือการได้แลกเปลี่ยนความรู้จากเกษตรกรหลายต่อหลายคน ได้แลกเปลี่ยนเมล็ดพันธุ์ต่างๆ และในที่สุด กลุ่มก็สร้างศูนย์ฝึกอบรมขึ้นที่แปลงของโดลโป ปลูกพันธุ์ข้าวพื้นเมือง 2534-2538 ปี 2538 โดลโปปลูกข้าวมาซิปักลงในพื้นที่ปลูกข้าวทั้งหมดของเขาโดยไม่ปลูกพันธุ์ข้าวลูกผสมอื่นๆเลย เขาใช้วิธีทดลองสลับเปลี่ยน พันธุ์ข้าวมาซิปัก 10 สายพันธุ์ ในหนึ่งฤดูกาลปลูกอย่างน้อย 3-4 สายพันธุ์ และเก็บเมล็ดพันธุ์ที่เหลือเอาไว้ปลูกหมุนเวียน และจะปลูกพันธุ์สูงและเตี้ยสลับกันเพื่อปรับปรุงอินทรีย์วัตถุในดิน และเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนการใช้อินทรีย์วัตถุ นอกจากนี้ครอบครัวโดลโปพบว่า พันธ์ข้าวมาซิปักสามารถปลูกได้ในที่สูง และเติบโตได้ดีในระดับน้ำปกติ ปี 2539 พันธุ์ข้าวมาซิปักที่ปลูกให้ผลผลิตถึง 4800 กก.ต่อเฮกตาร์โดยที่ไม่มีการใช้สารเคมีและปุ๋ยเคมีแต่อย่างใด (ขณะที่พันธุ์ข้าวลูกผสมไออาร์ให้ผลผลิตเพียง 2520 กก. ต่อเฮกตาร์) ซึ่งทำให้ประหยัดค่าใช้จ่ายและสามารถนำเงินที่ประหยัดได้ไปจ้างแรงงานเพิ่ม ขณะที่ผลผลิตมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในแต่ละปี ยกเว้นในปีที่เกิดภาวะฝนแล้ง หรือเกิดการระบาดของหนูในพื้นที่ ปรับปรุงระบบการผลิตแบบมาซิปัก 2539-2540 โดลโปไม่เคยเผาฟางแต่จัดการโดยให้มันย่อยสลายและปรับปรุงบำรุงดินอย่างต่อเนื่อง เขาทำปุ๋ยน้ำโดยมีส่วนผสมของ ใบสะเดา มูลควาย สบู่และน้ำ ซึ่งนำไปใส่ในแปลงนาบริเวณที่ดินยังขาดความอุดมสมบูรณ์ และเพื่อจัดการปุ๋ยคอกให้เหมาะสม โดลโปย้ายคอกควายไปใกล้กับร่องน้ำ เพื่อให้มูลควายไหลไปตามร่องน้ำลงสู่นาข้าวโดยเฉพาะในช่วงฤดูฝน ในปี 2538 โดลโปขุดบ่อปลาหนึ่งบ่อบริเวณใกล้กับคอกเป็ด ในขั้นตอนการปลูก โดลโปปรับระยะห่างของการปลูกเพิ่มขึ้น ขณะที่จำนวนกล้าที่ใช้ในการปักดำลดลงจาก สามถึงสี่ต้น มาเป็นเพียงหนึ่งถึงสองต้นซึ่งทำให้ต้นข้าวงอกงามดี ทั้งยังให้ผลผลิตต่อรวงสูงขึ้น เทคนิคอีกประการหนึ่งคือการปล่อยน้ำเข้าออกนาเมื่อเป็นไปได้ เพื่อให้รากของต้นข้าวได้มีอากาศหายใจและเร่งการเจริญเติบโต ไปพร้อมกัน นอกจากนี้เขายังสังเกตว่า การปล่อยน้ำเข้าออกเป็นพักๆเป็นการสร้างสภาพที่ทำให้ต้นข้าวไม่อ่อนแอและง่ายต่อการเป็นโรคหรือสร้างปัญหาการระบาดของแมลง โดลโปย้ายกล้ามาปักดำเมื่อต้นกล้าอายุได้ 25-30 วัน จากเดิมที่ต้นกล้ามีอายุเพียง 15-20 วัน วิธีนี้ช่วยให้ต้นกล้าแข็งแรงพอ ปลอดภัยจากการรบกวนของหอยเชอรี่ การปล่อยน้ำเข้าออกนาเป็นอีกวิธีการหนึ่งที่ช่วยจัดการหญ้าในนาข้าว แปลงของโดลโปมีพื้นที่บางส่วนปล่อยว่างเนื่องจากดินในพื้นที่ดังกล่าวขาดความอุดมสมบูรณ์ค่อนข้างมาก ดังนั้นพื้นที่ดังกล่าวจึงกลายเป็นพื้นที่ที่แมลงที่เป็นประโยชน์ได้เข้ามาอยู่อาศัย ส่วนบริเวณที่เคยทำไร่แบบเผาและตัดฟัน ได้ถูกปรับเป็นพื้นที่ปลูกไม้ผล พืชหัวและพืชตระกูลถั่ว การพัฒนาและจัดการแปลงไม่ใช่เรื่องง่ายแต่อย่างใด โดลโปตระหนักดีว่าเขาจะต้องมีเวลาในการสังเกตและจัดการกิจกรรมต่างๆให้เกิดความสมดุล ขณะเดียวกันก็ต้องจัดสรรเวลาสำหรับกิจกรรมของกลุ่ม และงานอบรมต่างๆ การจัดการความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม การปลูกพืชที่หลากหลายเพียงอย่างเดียวย่อมไม่เพียงพอ แต่ยังต้องพัฒนาระบบการหมุนเวียนของธาตุอาหารในดินและการจัดการแมลงแบบผสมผสาน ระบบการทำเกษตรผสมผสานที่หลากหลายตามแบบของมาซิปักมีส่วนช่วยในการชี้นำให้เขาพัฒนาระบบฟาร์มได้อย่างดี สมาชิกทุกคนในครอบครัวได้เรียนรู้ร่วมกันว่าการพัฒนาฟาร์มเป็นกิจกรรมที่ต้องทำร่วมกัน เป็นระบบที่เอื้อให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการจัดการการผลิต และแม้ว่าระบบดังกล่าวจะอาศัยระยะเวลาและต้องลงแรงงานอย่างเข้มข้น แต่ก็อยู่ในวิสัยที่สมาชิกทุกคนในครอบครัวจะช่วยกันจัดการได้โดยไม่ต้องอาศัยการหนุนช่วยจากทางราชการ จากประสบการณ์ของโดลโปยังชี้ให้เห็นถึงความสำคัญของการหนุนช่วยกันทางสังคม ดังจะเห็นได้ว่า โดลโปเองก็เข้าร่วมในกิจกรรมของกลุ่มอย่างเข้มแข็ง เขาเข้าร่วมกิจกรรมการฝึกอบรม รวมทั้งให้คำแนะนำแก่สมาชิกที่ต้องการหนุนช่วย และในทางกลับกันเขาก็ได้รับการหนุนช่วยจากกลุ่มเช่นกัน การมาเยี่ยมเยียนของนักวิทยาศาสตร์และเกษตรกรจากที่ต่างๆที่มาแลกเปลี่ยนความรู้ที่หลากหลายเป็นการตอกย้ำความมั่นใจต่อสิ่งที่ทำ อย่างไรก็ตาม โดลโปยอมรับว่าเป็นเรื่องยากที่จะเลิกทำการเกษตรแผนใหม่ไปได้ในช่วงระยะเวลาสั้นๆ และสิ่งที่ยากที่สุดก็คือ การปรับเปลี่ยนวิธีคิด ไม่ว่าจะทำอะไรต้องเริ่มต้นจากวิธีคิดและทัศนคติที่ถูกต้อง ซึ่งก็โชคดีที่ครอบครัวของโดลโปมีวิถีชีวิตที่สอดคล้องกับวิธีคิด ที่นำพาครอบครัวสู่ความยั่งยืนและการพึ่งตนเองในที่สุด หมายเหตุ เนื้อหา และภาพประกอบจาก Transforming the Land by Jelson T.Garcia and Lindsey Mulkins ใน LEISA Newsletter Special issue 2006 หน้า 6-8 |
![]() |