กลับไป sathai โฮมเพจ

::: ชิมเป มูรากามี :::
ครอบครัวเล็กๆที่ยิ่งใหญ่

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย
สุภา ซัง

ที่นาของ Shimpei กับการเก็บฟางไว้ใช้ประโยชน์ในแปลงผัก


ท่ามกลางความหนาวเย็นของอุณหภูมิในประเทศญี่ปุ่นที่ลดลงเรื่อยๆมานับแต่เดือนตุลาคม รถโดยสารท้องถิ่นวิ่งผ่านป่าเขา และบ้านเรือนของชุมชนที่ตั้งเรียงรายเป็นระยะตามเส้นทางรถ จากตัวจังหวัดฟูกูชิมา (Fukushima) ใช้เวลาประมาณ 55 นาที ก็มาถึงเมือง คาวามาตะ (Kawamata) และจอดที่ Kawamata koko หรือโรงเรียนมัธยมคาวมาตะนั่นเอง แต่จุดหมายปลายทางของการเดินทางครั้งนี้ อยู่ที่ อีตาเตะมูระ (Iitate mura) หรือหมู่บ้านอีตาเตะ ซึ่งอยู่บนเขาห่างออกไปอีกราว 30 นาที อีตาเตะมูระ เป็นหมู่บ้านที่ ชิมเป มูรากาม(Shimpei Murakami) และครอบครัว ที่ทำเกษตรยั่งยืน อาศัยอยู่ และไร่ของชิมเป ก็เป็นจุดหมายปลายทางแห่งการเดินทางอันยาวนานครั้งนี้

กล่องนี้ เป็นกล่องที่ Shimpei จะส่งให้ผู้บริโภคเป็นกล่องสุดท้ายสำหรับฤดูการผลิตนี้ และจะเริ่มส่งให้ใหม่ในปีหน้า จึงมีจดหมายขอบคุณสื่อสารระหว่างกัน รวมทั้งของฝากเล็กน้อยเป็นการสวัสดีปีใหม่ไปด้วย

ชิมเปเป็นเกษตรกรญี่ปุ่นที่เคยมาอยู่เมืองไทย ในยุคที่เขามาทำงานในฐานะเจ้าหน้าที่ขององค์กรอาสาสมัครญี่ปุ่น หรือ เจวีซี (Japan Volunteer Center) เพื่อสนับสนุนอาสาสมัครจากประเทศญี่ปุ่นและการเชื่อมความสัมพันธ์กับชนบทไทย โดยเฉพาะในด้านเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีการจัดตั้งศูนย์เกษตรกรรมธรรมชาติ ที่หนองจอก ร่วมกับองค์กรพัฒนาเอกชนในประเทศไทย ตั้งชื่อศูนย์ว่า สวนดวงตะวัน (ปัจจุบันยุติการดำเนินงาน เนื่องจากเป็นพื้นที่เช่า บุคลากรในศูนย์ได้แยกย้ายทำเกษตรกรรมยั่งยืนของตนเอง) เคยเขียนหนังสือเรื่อง “Lesson From Nature” ซึ่งมีการแปลเป็นภาษาไทยโดยคุณดิสทัต โรจนลักษณ์ เพื่อนร่วมงานในสวนดวงตะวัน ใช้ชื่อหนังสือว่า “ เกษตรธรรมชาติ ” ชิมเปไปทำงานกับเกษตรกรที่บังคลาเทศ ในเรื่องเกษตรยั่งยืนเช่นเดียวกัน ก่อนกลับไปประเทศญี่ปุ่น เพื่อทำฟาร์มเกษตรยั่งยืนของตนเอง โดยเริ่มต้นจากการซื้อที่ดินที่หมู่บ้านอีตาเตะ เมื่อ 4 ปีที่ผ่านมา ( ปี พ.ศ. 2545) ปัจจุบันอายุ 48 ปี เขาไม่ได้เกิดที่นี่ บ้านเกิดอยู่ห่างออกไป ประมาณ 1 ชั่วโมง ที่ดินในหมู่บ้านอีตาเตะ อยู่บนเขา ความสูงประมาณ 520 เมตร การตั้งถิ่นฐานของคนอีตาเตะ มีประวัติมานับแต่ รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายให้บุกเบิกพื้นที่ทำกินในช่วงหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 อันเนื่องจากชาวญี่ปุ่นส่วนหนึ่งที่เคยไปทำมาหากินอยู่ในประเทศอื่น เช่น จีน เกาหลี เป็นต้น ตั้งแต่สมัยก่อนสงครามโลก ต้องกลับมาทำกินในประเทศของตนเอง และเพื่อรองรับคนเหล่านี้ รัฐบาลญี่ปุ่น จึงมีนโยบายดังกล่าว ทำให้มีการตั้งถิ่นฐานของชุมชนในเขตนี้มานับแต่นั้น แต่ปัจจุบัน นโยบายเปลี่ยนแปลงไป รัฐเริ่มเข้มงวดกับการอยู่อาศัยในเขตป่าเขา มีการแบ่งเขตทำกินที่ชัดเจน และประชาชนก็ยังสามารถอยู่ได้



สืบสานความคิด “พึ่งตนเอง”


ชิมเปเรียนรู้ประสบการณ์จากพ่อ ที่เป็นเกษตรกร เมื่อ 30 ปีก่อน พ่อของเขาเคยเลี้ยงไก่ไข่ ในระบบพันธะสัญญากับบริษัท มีเกษตรกรที่ทำแบบเดียวกันนี้ 10 คน เกษตรกรลงทุนสร้างโรงเรือน โดยซื้อโรงเรือนจากบริษัท และยืมเงินมาลงทุน ทั้งค่าลูกไก่ ค่าอาหาร ฯลฯ ค่าใช้จ่ายทั้งหมด เกษตรกรเป็นคนจ่าย โดยบริษัทขายโรงเรือน ขายลูกไก่ ขายอาหารไก่ ฯลฯ กระบวนการในการเลี้ยงไก่ ใช้เวลา 6 เดือน การขายผลผลิตก็ขายให้กับบริษัท ระบบนี้ เป็นระบบที่เกษตรกรต้องทำตามที่บริษัทบอกให้ทำ โดยเฉพาะในเรื่องระบบ และกระบวนการเลี้ยง การให้อาหารไก่ ทั้งหมด เพราะหากไม่ทำตาม ผลผลิตจะไม่ได้ตามที่ต้องการ เมื่อเลี้ยงผ่านไป 6 เดือน พ่อของเขาขายผลผลิตได้ และคืนเงินที่ยืมจากบริษัท ไม่ได้กำไร ทั้งยังเป็นหนี้อีก 3 ล้านเยน ซึ่งในช่วง 30 กว่าปีก่อน เงินจำนวนนี้ ถือว่ามากมายนักสำหรับเกษตรกรญี่ปุ่นในยุคนั้น

ระบบการผลิตให้กับบริษัทนั้น เป็นเหมือนความฝันและความหวังของเกษตรกร เพราะเกษตรกรโดยส่วนใหญ่มีปัญหาเรื่องการตลาด ระบบนี้มีตลาดรองรับโดยบริษัททำหน้าที่ให้ แต่ความเป็นจริงที่เกิดขึ้น มิได้เป็นไปดังความฝัน ประสบการณ์เช่นนี้ เป็นเหมือนเกษตรกรไทยหลายคนประสบอยู่เช่นกัน แต่พ่อของชิมเปยุติการเลี้ยงไก่กับบริษัท พร้อมคนอื่นๆทั้งหมด และหันมาทบทวน เปลี่ยนระบบการผลิตเป็นแบบเกษตรอินทรีย์ ไม่ใช้สารเคมี คิดค้นระบบเกษตรของตนเอง บนฐานการพึ่งตนเอง เขาสามารถใช้หนี้คืนได้ทั้งหมดอย่างค่อยเป็นค่อยไป และตัดสินใจส่งชิมเปไปเรียนเกษตรอินทรีย์ในโรงเรียน ที่อยู่ในจังหวัดมิเอะ (Mie ken) ห่างไกลจากบ้านเกิดมากนัก แต่ก็ด้วยความมุ่งมั่นที่จะให้เขาได้เรียนรู้จักระบบเกษตรที่เป็นทางเลือกของชีวิตเกษตรกร เหมือนดังที่พ่อของเขาได้ใช้ชีวิตของตนเองค้นหาทางออกให้กับครอบครัวมาโดยตลอด

บทเรียนจากพ่อ ทำให้ชิมเป ได้ทบทวน และเรียนรู้ ประสบการณ์จากการได้พบเห็นเกษตรกรทั้งในประเทศญี่ปุ่น และต่างประเทศ ดังเช่นในประเทศไทย บังคลาเทศ ชิมเปพบว่า ต่างประสบชะตากรรมไม่ต่างจากพ่อของเขา และยังมีปัญหาอื่นอีกมากมายจากการทำเกษตรที่ใช้สารเคมี ไม่ว่าจะเป็นเรื่องสุขภาพ หรือวิถีชีวิตที่ต้องพึ่งพิงปัจจัยจากภายนอก การลงทุนที่สูง เพราะต้องซื้อปัจจัยทั้งหมดจากภายนอก ฐานะทางเศรษฐกิจก็ไม่ได้ดีขึ้นกว่าที่เคยเป็น มีหนี้สินจำนวนมาก ชิมเป ไม่เคยลังเลใจเลยที่จะปฏิเสธเกษตรในระบบพันธะสัญญา รวมทั้งเกษตรกรรมที่ต้องลงทุนสูง และใช้สารเคมีจำนวนมาก เขาดำเนินการพัฒนาแปลงเกษตรของเขาเองตามรอยความคิด แห่งการพึ่งตนเอง และความฝันที่จะให้ครอบครัวอยู่ได้อย่างดี มีอาหารที่สมบูรณ์และมีคุณภาพ มีชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติ ท่ามกลางสภาวะแวดล้อมที่ดี และงดงาม

เริ่มต้นกับการจัดการที่ดินและการวางแผนแปลง

แปลงผักที่เน้น เรื่องการปรับปรุงดิน

ที่ดินผืนนี้ ชิมเปซื้อต่อจากเจ้าของเดิม ซึ่งปล่อยทิ้งร้างไว้ถึง 15 ปี ทำให้ต้องถากถางไร่นาใหม่ ในช่วงเริ่มต้น และปรับสภาพพื้นที่ให้เป็นไปตามสภาพทางกายภาพ กล่าวคือ พื้นที่ในที่ราบลุ่มได้ปรับเป็นที่นา 4 แปลง ประมาณ 0.4 เฮกตาร์ มีร่องน้ำเล็กๆไหลผ่านข้างที่นา เป็นน้ำที่มาจากภูเขาใกล้เคียง มีตลอดปี สภาพพื้นที่ชุ่มชื้น ถัดจากที่นา เป็นที่ปลูกผัก พื้นที่ประมาณ 0.6 เฮคตาร์ สูงขึ้นมา เป็นเนินที่ตั้งบ้าน บ้านหลังนี้อยู่ในที่ดินมาตั้งแต่เจ้าของเดิม หลังบ้านเขาที่ยังอุดมสมบูรณ์ด้วยไม้สน ที่ปลูกไว้ตั้งแต่เจ้าของเดิม ถัดจากพื้นที่นาไปทางทิศตะวันออก เป็นโรงเลี้ยงไก่ 1 โรง พื้นที่ทั้งหมด 2 เฮคตาร์ หรือประมาณ 12 ไร่ แต่ใช้ประโยชน์ในการทำเกษตรเพียงครึ่งเดียว เนื่องจากมีแรงงานหลักเพียงคนเดียว ชิมเปมีลูกสาว 2 คน ที่ยังเล็ก คนโตอายุ 3 ปี คนเล็กอายุเพียง 3 เดือน ภรรยาจึงต้องดูแลลูกเป็นหลัก แรงงานในไร่นาจึงมีเพียงคนเดียว พื้นที่ที่เหลือปล่อยทิ้งไว้ และรอการถากถางในอนาคต เมื่อพร้อมมากกว่านี้

การจัดวางผังแปลง และกำหนดพืชที่ปลูก มาจากความต้องการบริโภคในครอบครัว และความเอื้ออำนวยของสภาพพื้นที่ทางกายภาพ รวมทั้งความคิด การวางแผนสำหรับการผลิตที่จะให้ครอบครัวสามารถดำรงชีพอยู่ได้อย่างมีคุณภาพชีวิตที่ดี ซึ่งหมายถึง การมองเห็นแนวทางการจัดการผลผลิตในส่วนที่เหลือกินภายในครอบครัว และแผนการสำหรับการดำรงชีพของทุกชีวิตในครอบครัว มูรากามี

ระบบเกษตรกรรมยั่งยืน

ระบบนา ชิมเป ปลูกข้าวพันธุ์อะกีตาโคมัส ซึ่งเหมาะสมกับพื้นที่ที่มีความสูงประมาณ 520 เมตรจากระดับน้ำทะเล พื้นที่สูงขนาดนี้ หิมะตกในช่วงฤดูหนาว และจะหนาวเร็วกว่าที่อื่น ทำให้ชิมเปปลูกข้าวพันธุ์ที่แตกต่างจากข้าวที่ชาวนาญี่ปุ่นชอบปลูก คือ พันธุ์โคชิฮิการี เพราะถามชาวนาหลายจังหวัดมักปลูกพันธุ์นี้กันทั้งสิ้น พันธุ์นี้จะปลูกได้ในพื้นที่ที่มีระดับความสูงไม่เกิน 200 เมตร แต่พื้นที่ของชิมเปปลูกไม่ได้ ไม่สอดคล้อง เขาจึงเลือกพันธุ์ข้าวที่สอดคล้องกับระบบนิเวศในนาของเขา กระบวนการทำนาของเขาเริ่มต้นในเดือนเมษายน โดยใส่ปุ๋ยหมักที่ทำจากมูลสัตว์ เช่น ขี้วัว ผสมกับรำและแกลบ ที่ได้จากการสีข้าว โดยใช้ปุ๋ยหมัก ประมาณ 1,500 กิโลกรัมต่อ 1 เฮกตาร์ (หรือต่อ 6.2 ไร่) ปล่อยทิ้งไว้ และใช้แทรกเตอร์ไถกลบในเดือนพฤษภาคม ช่วงสิ้นเดือนพฤษภาคม ปลูกข้าวด้วยเครื่องปลูกข้าว ซึ่งเป็นเครื่องปลูกข้าว ที่เห็นเริ่มใช้ กันอยู่ในประเทศไทย หลังจากปลูกข้าวได้สองอาทิตย์ ก็ปล่อยลูกเป็ด Algamo ประมาณ 5-6 ตัวต่อ 1 เฮกตาร์ และเอาเป็ดออกจากที่นา หลังข้าวเริ่มออกรวง ประมาณกลางเดือนสิงหาคม รอกระทั่งข้าวออกรวง และสุก พร้อมเกี่ยวในเดือนตุลาคม ชิมเปจะใช้เครื่องเกี่ยวชนิดที่เกี่ยวทั้งรวง เครื่องเกี่ยวข้าวในญี่ปุ่นจะมีสองแบบ แบบขนาดเล็ก เกี่ยวทั้งรวง กับแบบเกี่ยวพร้อมนวดข้าว เหมือนที่เห็นในประเทศไทย ซึ่งรวงข้าวจะถูกบดไปด้วย ไม่เป็นรวง แต่ชิมเปต้องการใช้ฟางข้าวสำหรับการปลูกผัก และทำปุ๋ยหมักบางส่วน เขาจึงใช้เครื่องเกี่ยวแบบเกี่ยวเป็นรวง และทิ้งฟางข้าวเป็นกองเล็กๆ บนที่นา หลังจากนวดข้าวแล้ว การกองฟางข้าว ไม่ทำเป็นลอมฟางแบบของชาวนาไทย แต่กองเล็กๆ ด้วยเหตุผลที่ญี่ปุ่น มีฝนตกตลอดปี แม้ในฤดูหนาว ทำให้การกองฟางต้องเป็นกองเล็ก เพื่อให้แห้งง่าย ไม่เปื่อยง่าย หากกองเป็นลอมฟาง จะทำให้ฟางเปื่อยง่าย นอกจากนี้ ชาวนาบางครอบครัว ยังต้องใช้ฟางสำหรับเลี้ยงวัว จึงต้องการฟางข้าวที่เป็นรวง ดังนั้น ในหลายพื้นที่ เราจะเห็นชาวนาญี่ปุ่นกองฟางข้าวเป็นกองเล็กๆบนที่นา กลายเป็นภาพศิลปะแบบหนึ่ง เหมือนดังภาพลอมฟางของชาวนาไทย ที่อาจจะหมดไป เนื่องจากการเกี่ยวด้วยเครื่องพร้อมนวด ที่กำลังเป็นที่นิยม ของชาวนาไทย เนื่องจากสะดวก และลัดขั้นตอนการเก็บเกี่ยว

เศษผักจากแปลงผักที่ขายไม่ได้ หรือจากเศษอาหารในครัว นำมาเลี้ยงไก่

การปลูกผัก ชิมเปจะไม่ไถที่ในแปลงที่ปลูกผัก เหมือนคนอื่น เขาจะยกแปลงขึ้น และคลุมแปลงผักด้วยฟางข้าวที่เขาเก็บไว้ หรืออาจใช้วัสดุอื่นที่ย่อยสลายได้ ในกรณีของชิมเปจะใช้ฟางข้าวจากนาของตนเอง การคลุมฟางจะช่วยในเรื่องการป้องกันฝน และแสงอาทิตย์ที่มากเกินไป เนื่องจากเป็นแปลงผักกลางแจ้ง ไม่ได้ปลูกในโรงเรือน ทั้งมีข้อดีคือ จะทำให้ดินนุ่ม วัสดุคลุมแปลงผัก หรือฟางข้าวเหล่านี้จะย่อยสลายกลายเป็นปุ๋ยได้ ทั้งยังช่วยคลุมหญ้า ไม่ให้ขึ้นมาก ไม่ต้องกำจัดหญ้าบ่อยนัก ทั้งฟางข้าว หรือวัสดุที่ย่อยสลายได้ที่ใช้คลุมแปลง ก็จะไม่ทึบแน่น แต่มีช่องว่างที่จะทำให้สิ่งมีชีวิตหลายชนิดจะอยู่ได้ สร้างให้เกิดระบบนิเวศที่สมดุลในแปลง และทำให้ศัตรูพืชน้อยลง ชิมเปบอกว่า วิธีการแบบนี้ง่ายมาก แต่เน้นว่าวัสดุที่ใช้คลุมแปลงต้องเป็นวัสดุที่ย่อยสลายได้ เป็นอินทรีย์วัตถุ (Organic Matters)

ชิมเปปลูกผักประมาณ 35 ชนิด เช่น ผักกาดขาว หัวใช้เท้า กระหล่ำดอก กระหล่ำปลี หอมหัวใหญ่ ผักขม ผักหัวประเภท Raddish ทั้งสีขาว และสีแดง หอมต้นใหญ่ ฯลฯ เป็นต้น โดยกำหนดจากความต้องการบริโภคภายในครัวเรือน และความต้องการของผู้บริโภคที่เขาต้องส่งให้ รวมทั้งเพื่อให้เพียงพอกับร้านอาหารของครอบครัว ดังนั้น เราจะไม่เห็นแปลงผักที่ปลูกผักชนิดเดียว ในพื้นที่ปลูกผัก เหมือนที่เราเห็นในระบบเกษตรทั่วไป แต่จะเห็นผักบางชนิด ปลูกเพียง 2-3 แปลง ผักที่เห็นในสวนจึงมีหลากหลายชนิด โดยเริ่มต้นปลูกในเดือนพฤษภาคม หลังจากมีการเตรียมแปลง เนื่องจากพื้นที่นี้ มีหิมะตกในฤดูหนาว ทำให้ปลูกผักไม่ได้ นับแต่เดือนธันวาคม ถึง มีนาคม จะเริ่มเตรียมแปลง และเริ่มปลูกในเดือนพฤษภาคม การปลูกผักทำเต็มที่ได้ประมาณ 6 เดือน โดยธรรมชาติแล้ว การที่ปลูกไม่ได้ในช่วงฤดูหนาว ก็เท่ากับเป็นการพักดิน และบ่มเพาะความอุดมสมบูรณ์ของดิน ให้พร้อมสำหรับฤดูการผลิตต่อไปได้ อย่างไรก็ตาม การปลูกผัก โดยไม่ใช้สารเคมีนี้ มีปัญหาเรื่องหนู หรือศัตรูพืชมาทำลายผลผลิตเช่นกัน แต่ก็ปล่อยไว้ พยายามสร้างสมดุลของธรรมชาติ ให้ศัตรูพืช และศัตรูธรรมชาติทำลายกันเอง

ในช่วงที่เดินเก็บผลผลิต จะพบเห็นผักถูกหนูกัดบ้าง ทำให้ไปขายไม่ได้ แต่ชิมเปไม่ได้ทิ้ง เขานำไปเลี้ยงไก่ ทำให้ผลผลิตที่ได้ มีประโยชน์สำหรับครอบครัว ด้วยการสร้างวงจรหรือ วัฎฎจักรของการเกื้อกูลกัน ภายในแปลงทั้งที่นา สวนผัก และการเลี้ยงไก่ รวมทั้งเศษอาหารภายในครัวเรือน ซึ่งทำให้การใช้ประโยชน์ของวัสดุต่างๆในฟาร์มเป็นไปอย่างคุ้มค่า และลดต้นทุนได้อย่างมาก

การเลี้ยงไก่ โรงเรือนเลี้ยงไก่ ตั้งอยู่ใกล้ที่นา คนละฝั่งกับที่ตั้งบ้าน มีไก่ประมาณ 60 ตัว ที่เลี้ยงในโรงเรือนขนาดใหญ่ อาหารที่ใช้เลี้ยงไก่ มีทั้งรำ และเศษวัสดุจากไร่นา ทั้งผัก และเศษอาหาร จากห้องครัว ซึ่งหากมีมากเกินไป ก็จะเอาไปทำปุ๋ยหมักได้ด้วย ไก่จะให้ไข่ทุกวัน ทำให้ครอบครัวมีไข่ไก่ และเนื้อไก่กินเพียงพอ ทั้งยังมีจำหน่ายให้กับผู้บริโภค เป็นรายได้ของครอบครัวอีกด้วย

นอกจากนั้น ยังมีการเพาะเห็ดในป่าสนหลังบ้าน โดยเพาะเห็ดหอมด้วยไม้ ซึ่งต้องใช้เวลา แต่การเพาะเห็ดหอมแบบนี้ เป็นการเพาะแบบธรรมชาติ ไม่ใช้โรงเรือน แต่ใช้ป่าสนเป็นโรงเรือนแทน ทำให้ลดต้นทุนในเรื่องโรงเรือน และการจัดการควบคุมอุณหภูมิ (การเพาะเห็ดหอมในโรงเรือน จะมีเครื่องคุมอุณหภูมิ ช่วยทำให้อุ่น เพื่อให้เห็ดสามารถออกได้เร็วขึ้น ) ครอบครัวของเขานอกจากจะมีเห็ดหอมไว้บริโภค ยังมีจำหน่าย ให้กับผู้บริโภค ทั้งยังมีไม้ใช้สอย ไม้สนญี่ปุ่น ที่นำมาปลูกสร้างเรือน อาคารต่างๆ ชิมเปนำไม้ดังกล่าวมาสร้างร้านอาหารได้ และเป็นไม้ที่เหมาะกับการสร้างบ้านเรือน รวมทั้งประโยชน์ใช้สอยอื่นๆ

การจัดการผลผลิตและสื่อสัมพันธ์กับผู้บริโภค

ผลผลิตจากนาข้าวส่วนหนึ่ง นำมาแปรรูป

ผลผลิตที่ได้จากไร่นาของครอบครัวชิมเปในปัจจุบัน เป็นอาหารสำหรับครอบครัวได้ตลอดปี มีพอกิน มีการเชื่อมสัมพันธ์โดยตรงกับผู้บริโภค ก็เป็นช่องทางการขายทางหนึ่งของชิมเป ปัจจุบัน มีผู้บริโภคที่ต้องส่งผลผลิตให้โดยตรง จำนวน 18 ราย ผู้บริโภคเหล่านี้อยู่ทั้งในจังหวัดฟูกูชิมา และจังหวัดที่ไกลก็มี เช่น ที่โตเกียว โอซาก้า เป็นต้น โดยชิมเปจะมีรายการผักที่จะให้ผู้บริโภคสั่งผักมาได้ ซึ่งมีหลายแบบให้เลือก จะให้ส่งอาทิตย์ละครั้ง หรือเดือนละครั้ง ทั้งนี้จะต้องคำนวณให้ได้กับปริมาณผักที่จะออก ไข่ไก่ อาหารแปรรูป ต่างๆ รวมทั้งคิดค่าใช้จ่ายต่อเดือน และมีทางเลือกสำหรับการจ่ายเงิน เช่น รับสินค้าแล้วค่อยจ่าย หรือจะจ่ายล่วงหน้า เป็นต้น การส่งสินค้า ก็ใช้บริการของบริษัทจัดส่งของ ซึ่งบริการได้รวดเร็ว ผักที่ส่งในตอนบ่ายสามของวันนี้ จะถึงวันรุ่งขึ้นในช่วงเช้าทันที บริการแบบนี้มีทั่วไปในญี่ปุ่น ระบบจัดการขนส่งของญี่ปุ่นถือได้ว่ามีประสิทธิภาพอย่างมาก สำหรับชิมเปและครอบครัวเมื่อใช้บริการประจำเช่นนี้ ก็สามารถต่อรองขอลดราคาค่าส่งได้อีกด้วย เดือนธันวาคมเป็นเดือนสุดท้ายที่จะมีผักส่งให้ผู้บริโภค กล่องที่จะส่งเป็นกล่องสุดท้ายสำหรับปีนี้ บางครั้ง เขาจะใสข้าวเหนียว 1 ถุง ให้เป็นของขวัญ สำหรับผู้บริโภคอาจไปทำโมจิ ขนมที่ชาวญี่ปุ่นจะกินในช่วงปีใหม่ และมีจดหมายถึงผู้บริโภค ใส่ในกล่อง อำนวยอวยพรให้โชคดี และพบกันในปีหน้า ความสัมพันธ์ลักษณะเช่นนี้จึงเป็นมากกว่าผู้ผลิตและผู้บริโภค แต่เป็นความสัมพันธ์ทางจิตใจที่ปรารถนาดีต่อกัน มิใช่เพียงผลิตผักส่งให้เท่านั้น กลายเป็นความสัมพันธ์ทางสังคมรูปแบบใหม่ที่มีผลผลิตทางการเกษตรที่มีคุณภาพเป็นสื่อกลาง

ผลผลิตที่เหลือจะนำไปแปรรูปได้หลายอย่าง ข้าวจากนาอินทรีย์ ซึ่งปกติจะได้ผลผลิตประมาณ 300 กิโลกรัมข้าวกล้องต่อที่น่า 1ผืน (เป็นข้าวเปลือก 450 กิโลกรัม) ส่วนหนึ่งไว้ใช้บริโภค และขายบางส่วน แต่ในปีที่ข้าวราคาถูก ก็แบ่งส่วนหนึ่งประมาณ 60 กิโลกรัมนำไปแปรรูป โดยให้โรงงานแปรรูปทำเป็นขนมเซมเบะ โดยให้ค่าแปรรูปกับโรงงาน ชิมเปจะนำข้าวของเขา และโชยุ (เป็นเหมือนซีอิ้วของไทย) ทำจากข้าวและถั่วเหลืองหมัก ซึ่งเพื่อนของเขาทำ ไปให้โรงงานแปรรูปให้ ขนมเซมเบะเป็นขนมพื้นบ้านของญี่ปุ่น เป็นแผ่นกรอบๆ เค็มๆ เห็นได้โดยทั่วไปตามร้านขายขนม และในห้างสรรพสินค้าที่ขายอาหาร รูปร่างและรสชาติจะแตกต่างกันไป แล้วแต่สูตรของเจ้าของแต่ละคน สำหรับผัก และผลไม้บางชนิด จะทำแปรรูปเอง ในหลายลักษณะ คาสึเอะซัง ภรรยาของชิมเป เป็นคนมีฝีมือด้านอาหาร และการแปรรูปจากผลผลิตในไร่นาของตนเอง จึงเป็นที่มาของการคิดแผนการระยะยาวสำหรับครอบครัว โดยการเปิดร้านอาหารขึ้นในบริเวณไร่นาของตนเอง

“อาชีพเกษตรกร อาศัยเพียงการเพาะปลูกอย่างเดียว อยู่ไม่ค่อยรอด เพราะค่าใช้จ่ายสูง ถ้าเป็นเกษตรอินทรีย์แบบที่ทำอยู่นี้ ก็ต้องใช้แรงงานมาก ต้องคิดค้นอย่างอื่นเพิ่มเติมด้วย นอกเหนือจากการขายผลผลิตในไร่นาแต่เพียงอย่างเดียว เช่น การเพิ่มมูลค่าการผลิตให้กับผลผลิตในไร่นา แต่สำหรับครอบครัวของเรา เลือกที่จะทำแบบแปรรูป และเปิดร้านอาหาร” ชิมเปสะท้อนความเห็นของตนเองต่ออาชีพเกษตรกรอย่างตรงไปตรงมา

ด้วยความคิดดังกล่าว จึงเกิดร้านอาหารขึ้น โดยชิมเปและเครอบครัว ปลูกเรือนสำหรับเป็นร้านอาหารคู่กันกับบ้านของตนเอง เป็นเรือนชั้นเดียวขนาดย่อม ทำด้วยไม้ ที่ได้จากป่าหลังบ้าน ชิมเปและครอบครัวช่วยกันปลูกเอง โดยออกแบบและก่อสร้าง รวมทั้งตกแต่งภายในร้านด้วยตัวเอง ร้านอาหารดังกล่าวเปิดดำเนินการมาแล้ว ประมาณ 4 เดือน แต่ต้องปิดชั่วคราว เนื่องจากภรรยาคลอดลูก และต้องดูแลลูกที่ยังเล็ก แต่มีแผนจะเปิดอีกครั้งในเดือนเมษายน ปี 2007 นี้ เขาคาดการณ์ที่จะมีคนมาเข้าร้านเพียงวันละ 10 คนก็พอ เพราะมากกว่านั้นก็รับไม่ไหว เป็นภาระมากเกินไป ทำให้ชีวิตยุ่งยากมากเกินไป ร้านอาหารจะนำเสนออาหารธรรมชาติ เช่น ทำขนมปังจากผลผลิตเกษตรอินทรีย์ เป็นต้น และนำเสนอในลักษณะของการกินอยู่ด้วยวิถีที่เป็นธรรมชาติ รวมทั้งสอนการทำพาสต้าจากข้าวสาลี เป็นต้น

ความร่วมมือกับกลุ่มในชุมชน

ผลผลิตในแปลง ถูกส่งให้ผู้บริโภค

ร้านอาหารดังกล่าว เป็นส่วนหนึ่งของโครงการท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์ หรือ กรีนทัวร์ (Green Tour) ซึ่งชิมเปร่วมกับเพื่อนในหมู่บ้านอีตาเตะร่วมกันจัดทำขึ้น สมาชิกของกลุ่มปัจจุบันมี 11 คน แต่ละคนจะมีกิจกรรมหรืออาชีพที่แตกต่างกัน เช่น ทำดอกไม้ประดิษฐ์ หัตถกรรม จักสานต่างๆ โรงแรม เป็นต้น สมาชิกกลุ่มมีการประชุม หาข้อตกลงในแนวทางทำงาน รวมทั้งจัดพิมพ์แผ่นพับประชาสัมพันธ์ให้กับคนทั่วไป แผ่นพับจะอธิบายถึงกิจกรรมต่างๆ รวมทั้งแผนที่ที่จะไปถึงแหล่งต่างๆของสมาชิกกลุ่ม สำหรับของชิมเปและครอบครัว จะไม่ใช่การเปิดบ้านในรูปแบบพักค้างคืน หรือโฮมสเตย์ (Home Stay) แต่จะเป็นการเปิดให้เที่ยวฟาร์ม และหัดทำอาหารจากผลผลิตในไร่นาของเขา รวมทั้งการกินอาหารธรรมชาติจากร้านของเขา ส่วนสมาชิกของกลุ่มบางคน จะเปิดเป็นโรงแรมที่พักให้สำหรับผู้สนใจการท่องเที่ยวธรรมชาติแบบนี้ บางคนก็นำเสนอเรื่องหัตถกรรม เป็นต้น กิจกรรมดังกล่าว ได้รับการสนับสนุนจากหน่วยงานรัฐท้องถิ่นในระดับหมู่บ้าน ซึ่งเห็นด้วยกับกิจกรรมเช่นนี้ ที่ทำการของหมู่บ้านอีตาเตะที่ใหญ่โต จึงกลายเป็นที่ประชุมของกลุ่มเป็นประจำ

ชิมเปและครอบครัว คาดหวังว่า เขาจะหาผู้บริโภคได้เพิ่มมากขึ้นจาก 18 ครอบครัว เป็น 30 ครอบครัว และคิดค้นเรื่องแปรรูปให้มากขึ้น จะทำให้เขามีรายได้ครอบคลุมชีวิตความเป็นอยู่ในทุกด้าน โดยเฉพาะการศึกษาของลูก ซึ่งคำนวณแล้วว่า กิจกรรมที่มีอยู่ในขณะนี้ และหาผู้บริโภคเพิ่มมากขึ้น รวมทั้งการเปิดร้านอาหาร จะทำให้ครอบครัวดำรงชีพได้อย่างมีคุณภาพ แต่หากลูกโตมากขึ้น และต้องการการศึกษาที่มากกว่าที่มีในชุมชน แน่นอน เขาและภรรยา จะต้องคิดช่องทางมากขึ้น แต่เขามีเวลาอีกสิบกว่าปี ก่อนที่ภาวะเช่นนั้นจะมาถึง ช่วงระยะนี้ จึงเป็นช่วงการวางรากฐานสำหรับอาชีพเกษตรกรรมและการสร้างมูลค่าเพิ่มจากแปลงเกษตร เพราะ “รายจ่ายของชาวนามีมากนัก ไม่เพียงแค่ค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน แต่ต้องจ่ายภาษี และประกันสุขภาพ ซึ่งต้องจ่ายให้สำหรับทุกคนในครอบครัว เพื่อให้มีหลักประกันในเรื่องระบบสุขภาพ แต่ยังไงก็ตาม ตอนนี้ก็มีแผนการในใจ และมีความฝันสำหรับอนาคตที่ชัดเจน ” ชิมเปกล่าวด้วยรอยยิ้ม ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความหวัง และความภาคภูมิใจในสิ่งที่ตนและครอบครัวสร้างขึ้นอย่างมีอิสระ เป็นอิสระของชาวนาครอบครัวเล็กๆครอบครัวหนึ่งที่กำหนดชีวิตของตนเองได้


หมายเหตุ
- ขอบคุณ สถาบัน Asian Public Intellectual (API) และ ครอบครัว Shimpei Murakami
- ตีพิมพ์ครั้งแรกใน "เทคโนโลยีชาวบ้าน" ปีที่ 19 ฉบับที่ 403 15 มีนาคม 2550 หน้า 74-76