|
|
|
|
::: บทเรียนทางนิเวศ
ประสบการณ์จากคิวบา ::: |
|
<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง แปลและเรียบเรียงโดย ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 90 คิวบาประสบปัญหาวิกฤตจากภาวะการขาดแคลนอาหาร เชื้อเพลิง และปัจจัยการผลิตทางการเกษตรซึ่งเป็นผลมาจากการล่มสลายของสหภาพโซเวียต ความสูญเสียนี้ส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่อภาคการเกษตรของคิวบาด้วยสาเหตุสำคัญ 4 ประการ ประการแรก ภาคการเกษตรของประเทศเป็นการทำการเกษตรแบบอุตสาหกรรม ซึ่งมีการใช้เครื่องจักรกลทางการเกษตรจำนวนมาก รวมทั้งการใช้ปุ๋ยเคมีจำนวนมหาศาล (192 กิโลกรัม ต่อ 6.25 ไร่) ซึ่งเป็นปริมาณที่สูงกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีในสหรัฐอเมริกาเสียอีก นอกจากนี้คิวบายังมีพื้นที่ชลประทานครอบคลุมพื้นที่มากกว่าหนึ่งในสี่ของพื้นที่ทำการเกษตรทั้งหมด ประการที่สอง คิวบาเป็นประเทศผู้นำเข้าอาหารและปัจจัยการผลิตทางการเกษตร เช่นในปี 1988 คิวบานำเข้าข้าวสาลี 100 เปอร์เซ็นต์ ถั่ว 90 เปอร์เซ็นต์ ปุ๋ยเคมี 94 เปอร์เซ็นต์ สารเคมีทางการเกษตร 82 เปอร์เซ็นต์ และอาหารสัตว์ 97 เปอร์เซ็นต์ ในเชิงเปรียบเทียบพื้นที่ภาคเกษตรภายใต้การดูแลของกระทรวงเกษตรสามารถผลิตอาหารที่ให้แคลอรี่ได้เพียง 28 เปอร์เซ็นต์ ประการที่สาม คิวบาเป็นประเทศ ที่ถูกกดดันให้เข้าร่วมในการค้าน้ำตาลในตลาดโลก และราคาน้ำตาลในตลาดตกลงอย่างรุนแรง ในขณะที่ก่อนหน้านี้ราคาน้ำตาลที่เคยขายได้มีราคาสูงมากกว่าสามเท่า และประการสุดท้าย ในช่วงสองสามทศวรรษที่ผ่านมา คิวบาดำเนินโครงการพัฒนาการเกษตรที่เพิ่มความหลากหลายของผลผลิตน้อยมาก ไม่ว่าจะเป็นการผลิตเพื่อการส่งออกหรือผลิตเพื่อการบริโภคในประเทศก็ตาม ในปี 1990 เมื่อการค้ากับสหภาพโซเวียตล้มเหลว ส่งผลให้เกิดการขาดแคลนสินค้าหลายชนิดที่เคยนำเข้า ในช่วงเวลาสองถึงสี่ปี เคมีภัณฑ์ทางการเกษตรที่เคยมีใช้ในประเทศลดลงราว 80 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันดีเซลลดลง 47 เปอร์เซ็นต์ น้ำมันเบนซินลดลง 75 เปอร์เซ็นต์ การนำเข้าอาหารถูกตัดลงครึ่งหนึ่งของปริมาณที่เคยนำเข้า ผลกระทบโดยรวมก็คือ การผลิตทางการเกษตรและการมีอาหารบริโภคในประเทศตกอยู่ในภาวะวิกฤติ ปี 1993 คิวบาเข้าสู่ภาวะวิกฤติด้านอาหารอย่างรุนแรง นับตั้งแต่ยุคอาณานิคมเป็นต้นมา คิวบาเป็นประเทศที่ไม่เคยเลี้ยงตัวเองได้ในด้านอาหาร และประเทศก็เพิ่งตระหนักถึงผลทางลบของการทำเกษตรอุตสาหกรรมที่มีต่อคุณภาพของอาหารและสุขภาพของประชาชน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในกรณีการบริโภคอาหารที่มีไนเตรทตกค้างในปริมาณสูงในช่วงกลางปี1980 เท่านั้นเอง การทำเกษตรอุตสาหกรรมยังส่งผลทางลบอีกหลายประการ ไม่ว่าจะเป็น การลดลงของป่าไม้ ดินเค็ม การพังทลายของดิน ดินเสื่อม แข็ง และขาดความอุดมสมบูรณ์ ปริมาณผลผลิตทางการเกษตรของพืชหลักๆลดลง ในขณะเดียวกันการวิจัยทางการเกษตรก็ไม่มีประสิทธิภาพ อย่างไรก็ตาม คิวบาเริ่มมีความตระหนักเพิ่มขึ้นเรื่อยๆว่าแนวทางการเกษตรที่คำนึงถึงหน้าที่ต่างๆแบบแยกส่วนมากกว่าการพิจารณาแบบองค์รวมย่อมไม่นำพาประเทศไปสู่การพึ่งตนเอง ที่สำคัญการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอกควรจะต้องลดลง แต่ที่โชคร้ายก็คือ ก่อนที่คิวบาจะได้วางแผนการปฏิรูปการเกษตร วิกฤติก็เกิดขึ้นเสียก่อน
นอกจากการวางแผนในส่วนกลาง รัฐบาลยังได้ดำเนินนโยบายกระจายการควบคุมทรัพยากรในการจัดการการผลิตและการกระจายอาหารออกไปยังท้องถิ่น ดังจะเห็นได้ว่ารัฐบาลดำเนินการสนับสนุนให้มี โครงการและกิจกรรมที่ดำเนินการในระดับรากหญ้าต่างๆ ซึ่งทำให้การผลิตและการกระจายอาหารเกิดขึ้นในท้องถิ่น การผลิตและผลผลิตทางการเกษตรเพิ่มขึ้นสองเท่าและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ และที่สำคัญการมีอาหารบริโภคภายในประเทศได้รับการฟื้นฟูจนอยู่ในระดับที่น่าพอใจ ในช่วงปลายทศวรรษ 90 คิวบามีอธิปไตยทางอาหารมากกว่าครั้งใดในประวัติศาสตร์ และระบบการผลิตรูปแบบใหม่นี้ได้แสดงถึงความสามารถของการฟื้นคืนกลับสู่ภาวะปกติ การเพิ่มขึ้นอย่างคงที่ของการผลิตอาหารภายในประเทศ ไม่ได้เกิดขึ้นจากการใช้เทคนิคการผลิตอย่างยั่งยืนแต่เพียงอย่างเดียว แต่เกิดขึ้นจากหลายปัจจัยได้แก่ การปลูกพืชที่หลากหลาย การปรับมาสู่การปลูกพืชอาหาร การเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการฟาร์มและการพึ่งตนเองผ่านการปรับปรุงระบบการถือครองและการจัดการที่ดิน การพัฒนาการเชื่อมประสานระหว่างผู้ผลิตและผู้บริโภคในท้องถิ่น การให้ความสำคัญกับการผลิตและฟาร์มขนาดเล็ก และการเพิ่มแรงจูงใจให้กับผู้ผลิต เป็นต้น กว่าจะปรับเปลี่ยน ในทางปฏิบัติ มีเกษตรกร กลุ่มและองค์กรบางส่วนในคิวบาที่หันมาทำการผลิตตามแนวเกษตรนิเวศควบคู่กับระบบเกษตรอุตสาหกรรม บางส่วนทดแทนความต้องการเคมีภัณฑ์ทางการเกษตรด้วยปัจจัยการผลิตแบบชีววิธี ในขณะที่มีเพียงกลุ่มน้อยที่พัฒนาระบบด้วยการเลิกการพึ่งพาปัจจัยการผลิตจากภายนอก แต่ใช้วิธีการสร้างความสมดุลในธรรมชาติ แม้กระทั่งองค์กรของรัฐก็ยังมีแนวโน้มที่สนับสนุนเกษตรอุตสาหกรรม เป็นที่แน่นอนว่าแต่ละกลุ่มไม่ได้เริ่มต้นจากจุดตั้งต้นเดียวกัน บางกลุ่มเช่นขบวนการเกษตรอินทรีย์ และกลุ่มวิจัยโรค เริ่มปฎิบัติงานตามหลักการเกษตรนิเวศมาตั้งแต่ในช่วงต้นคริสศตวรรษที่ 90 ในขณะที่การเกษตรของรัฐซึ่งรวมตัวกันในรูปของสหกรณ์ยังคงทำเกษตรอุตสาหกรรมอยู่ เมื่อประเทศต้องปรับเปลี่ยนมาสู่ระบบเกษตรอินทรีย์ แต่ละกลุ่มได้ดำเนินการปรับเปลี่ยนทางด้านเทคนิคและพืชที่ปลูกที่แตกต่างกัน การปลูกพืชบางชนิดเช่น ข้าวโพดใช้ปุ๋ยและยาน้อย การปลูกกล้วยได้ถูกปรับเปลี่ยนมาทำแบบเกษตรอินทรีย์แบบเต็มรูป ในขณะที่พืชเศรษฐกิจหลัก คือน้ำตาลยังคงทำการผลิตแบบอุตสาหกรรมอยู่ ซึ่งแม้ว่าการทำเกษตรอินทรีย์ในคิวบาจะอยู่ในระยะเริ่มต้น แต่หลายองค์กรได้พากันหันมาปรับเปลี่ยนแนวทางมาสู่การทำเกษตรเชิงนิเวศมากขึ้น ประเด็นท้าทายในการยกระดับสู่การทำเกษตรนิเวศ ความจำเป็นในการพัฒนาความรู้ด้านเกษตรนิเวศ นวัตกรรมและการค้นคว้าทดลองความรู้และเทคโนโลยีด้านเกษตรนิเวศนั้นขึ้นอยู่กับความรู้ที่มีอยู่เดิม จากการสัมภาษณ์เกษตรกรระบุว่า ข้อจำกัดประการหนึ่งของการส่งเสริมเกษตรนิเวศก็คือการขาดความรู้และการฝึกอบรม โดยภาพรวมการให้ความรู้ในเรื่องเกษตรนิเวศจะช่วยหลีกเลี่ยงปัญหาการเข้าใจผิดๆต่อแนวทางและหลักการของการทำเกษตรนิเวศ ยกตัวอย่างเช่น เกษตรอินทรีย์หรือเกษตรนิเวศถูกมองว่าเป็นการทำการเกษตรต้นทุนต่ำ หรือ เกษตรสำหรับคนจน และมีนัยยะว่าเป็นการเกษตรที่ทำรายได้น้อยอีกด้วย ในขณะที่เกษตรอุตสาหกรรมถูกมองว่าเป็นการเกษตรที่มั่นคง ซึ่งความเชื่อหรือมุมมองเช่นนี้ทำให้เกิดการลังเล ไม่มั่นใจที่จะสนับสนุนเกษตรนิเวศ เกษตรนิเวศอาจเป็นการทำการเกษตรที่อาศัยปัจจัยการผลิตต่ำและให้ผลผลิตต่ำด้วย ซึ่งคนที่หันมาทำเกษตรแนวนี้อาจถูกตีความว่าเป็นการต่อต้านการปฎิวัติ ด้วยการกระทำที่ไม่สนับสนุนแนวนโยบายแห่งรัฐที่ต้องการสนับสนุนการทำการเกษตรที่ให้ผลผลิตมากๆ เกษตรกรที่หันมาทำเกษตรนิเวศมีข้อกังวลหลายประการ ยกตัวอย่างเช่น การหยุดใช้สารเคมีทางการเกษตรมีความหมายว่าพวกเขาต้องเผชิญกับปัญหาโรคและแมลงศัตรูพืชที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะส่งผลให้ผลผลิตที่ได้ลดลงด้วย นอกจากนี้ยังเป็นการเพิ่มภาระงานเนื่องจากการขาดแคลนเชื้อเพลิงที่จะใช้กับรถแทรกเตอร์ เกษตรนิเวศอาจเป็นการเพิ่มความเสี่ยง ขณะที่เกษตรกรยังคงมีความเชื่อเดิมๆว่า ดินที่เสื่อมโทรมจะจัดการได้ก็ด้วยปุ๋ยเคมีเท่านั้น และหลายคนมองว่าเทคนิคชีวภาพไม่น่าจะเหมาะสมกับการทำการเกษตรในพื้นที่ขนาดใหญ่ ในทำนองเดียวกัน มีงานวิจัยบางชิ้นระบุว่าการทำเกษตรนิเวศเป็นการเกษตรที่ให้ผลผลิตต่ำ มีลักษณะเป็นการเกษตรเพื่อยังชีพและเหมาะกับสภาพพื้นที่ที่ทรัพยากรขาดความอุดมสมบูรณ์เท่านั้น เกษตรนิเวศถูกมองว่าเป็นการเกษตรที่ไม่ใช้สารเคมีทางการเกษตร ไม่มีระบบชลประทานและไม่ใช้เครื่องจักรกล และมักถูกชี้นำว่าเป็นระบบเกษตรที่เหมาะกับพื้นที่ที่ห่างไกลเท่านั้น ดังนั้นโครงการสนับสนุนการเกษตรนิเวศจึงมักจะดำเนินงานกับกลุ่มเกษตรกรยากจน ดังเช่นที่นักส่งเสริมเกษตรท่านหนึ่งอธิบายว่า พวกเราจะคัดเลือกเกษตรกรในกลุ่มที่ได้รับประโยชน์น้อย และมีประสิทธิภาพในการผลิตต่ำ ทั้งนี้ก็เพื่อจะได้แสดงให้คนอื่นเห็นว่าหากพวกเขาทำสำเร็จ คนอื่นๆก็น่าจะทำได้สำเร็จเช่นกัน จากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง 300 คน มีการสะท้อนข้อคิดเห็นและข้อเสนอแนะที่น่าสนใจ บางคนมองว่าผลผลิตจากการทำเกษตรนิเวศน่าจะเพิ่มขึ้นมากกว่าลดลง ต่อประเด็นเรื่องการสร้างความเข้าใจต่อระบบเกษตรนิเวศมีข้อเสนอว่าน่าจะใช้คำว่า เทคนิคที่เหมาะสม มากกว่าคำว่า การใช้ปัจจัยการผลิตต่ำ หรือ ทรัพยากรที่ขาดความอุดมสมบูรณ์ นอกจากนี้ยังมีข้อเสนอว่าควรจัดพิมพ์เผยแพร่เทคนิคและการปฎิบัติที่ประสบผลสำเร็จ ตลอดจนให้การศึกษาเชิงวิทยาศาสตร์ของการทำเกษตรนิเวศเพื่อสร้างความรู้ ความเข้าใจต่อสาธารณะ เกษตรกรระบุว่า ควรจะมีการจัดทำโครงการพัฒนาที่หลากหลายและผสมผสานความเชี่ยวชาญระดับภูมิภาค นอกจากนี้ควรจะต้องพัฒนาแหล่งพลังงานทางเลือกระดับไร่นา การสนับสนุนการสร้างความรู้ด้วยงานวิจัยใหม่ๆก็มีความสำคัญภายใต้สถานการณ์ที่คิวบามีข้อจำกัดในการเข้าถึงข้อมูลจากภายนอก ดังนั้นการฟื้นฟูและการผสมผสานความรู้ดั้งเดิมจึงมีความสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การกระตุ้นการเรียนรู้ นวัตกรรมต่างๆในการทำเกษตรในรูปสหกรณ์ ความรู้ดั้งเดิม การทำงานร่วมกันในการดูแล รับผิดชอบการผลิตแบบ 1 แปลงแต่ทำหลากหลายกิจกรรมน่าจะเป็นทางเลือกที่เหมาะสมมากกว่าการปลูกพืชหมุนเวียนสลับไปในแต่ละแปลง อีกวิธีการหนึ่งที่เป็นการเร่งให้เกิดการคิดค้นและพัฒนาความรู้และนวัตกรรมใหม่ก็คือ การให้การสนับสนุนเกษตรกรผู้ริเริ่ม ค้นคว้าทดลองความรู้ใหม่ๆเหล่านี้ บุคคลเหล่านี้ได้แก่ ผู้นำเกษตรกร นักวิจัยในสถาบันการวิจัย และองค์กรต่างๆ ซึ่งเป็นที่สังเกตว่าโครงการที่ประสบผลสำเร็จมักจะเป็นโครงการที่ดำเนินการโดยกลุ่มผู้ริเริ่มเหล่านี้ซึ่งมีวิสัยทัศน์ที่ชัดเจนต่อแนวทางเกษตรนิเวศ ทั้งนี้ความพยายามและความสำเร็จของโครงการต่างๆเหล่านี้ได้ถูกนำมาเป็นตัวอย่างสำหรับบุคคลและกลุ่มอื่นๆที่สนใจอยากทำตาม ในคิวบา การขยายเทคนิคด้านเกษตรนิเวศมักจะทำในลักษณะเดียวกันกับการขยายแนวปฎิบัติของการทำเกษตรอุตสาหกรรม นั่นก็คือการดำเนินการแบบสั่งการจากระดับบนลงสู่ระดับล่าง ซึ่งวิธีการแบบนี้ประสบผลสำเร็จระดับหนึ่งเท่านั้น อย่างไรก็ตาม วิธีการส่งเสริมและขยายผลเริ่มเปลี่ยนรูปแบบไปจากเดิมด้วยวิธีการใหม่ๆที่สร้างให้เกิดการเรียนรู้ที่น่าสนใจ แต่ก็มีประเด็นที่น่าท้าทายดังรายละเอียดในกรอบที่ 1
ความต้องการในการเพิ่มปริมาณและการเข้าถึงทรัพยากรและเทคโนโลยี่ที่เหมาะสม ข้อควรพิจารณาประการที่สองสำหรับการยกระดับการทำเกษตรนิเวศ ก็คือ ความต้องการในการเพิ่มความสามารถในการเข้าถึงปัจจัยการผลิตทางตามแนวทางเกษตรอินทรีย์ เช่น กลวิธีการควบคุมแมลงแบบชีววิธี ปุ๋ยคอก เป็นต้น ซึ่งอันที่จริงแล้วไม่ใช่แค่การเข้าถึงอย่างเดียวแต่รวมถึงปริมาณของปัจจัยการผลิต ราคา และการขนส่งด้วย นักส่งเสริมการเกษตรมองว่าการขาดแคลนทรัพยากรและเทคโนโลยี่เป็นข้อจำกัด และแนะนำว่าควรเพิ่มการลงทุนในด้านคุณภาพของปัจจัยการผลิตทางชีวภาพ และการเก็บรักษาผลผลิต ความจำเป็นในการสร้างให้เกิดการสนับสนุนด้านสังคมและการเมือง ปัจจัยทางสังคมเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ถูกระบุว่ามีความสำคัญต่อการยกระดับและส่งเสริมเกษตรนิเวศ เกษตรกรระบุว่า ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคประการหนึ่งคือ โขมย ในแปลงที่ไม่มีคนดูแล จะต้องจัดการและวางแผนการผลิตอย่างรอบคอบ เช่น การเลือกพืชที่จะปลูก การเก็บรักษาและการตากแห้งเมล็ดพันธุ์ ตามปกติเกษตรกรไม่ชอบที่จะทดลองใช้เทคโนโลยี่หรือวิธีการที่ยังไม่ได้พิสูจน์ว่าได้ผลดี โดยเฉพาะอย่างยิ่งภายใต้ความเชื่อหรือมุมมองเดิมที่ว่ารัฐส่งเสริมแบบสั่งการยิ่งจะเป็นการสร้างความไม่เชื่อมั่นและไม่ไว้ใจในหมู่เกษตรกร เกษตรกรบางรายมีความเคยชินกับการรับการสนับสนุนจากรัฐมากกว่าที่จะคิดค้น หรือขวนขวานหาความรู้และเทคนิคใหม่ด้วยตนเอง อย่างไรก็ตาม การปรับโครงสร้างองค์กรจะช่วยสนับสนุนให้แนวทางการส่งเสริมเกษตรนิเวศขับเคลื่อนไปได้ เช่นแนวการผสมผสานระหว่างฟาร์มที่มีความเชี่ยวชาญด้านเกษตรนิเวศกับระบบฟาร์มเพื่อการค้า การปรับโครงสร้างของรัฐ เช่นระบบการให้บริการด้านเมล็ดพันธุ์ของรัฐ มีคำกล่าวว่าการเปลี่ยนแปลงใดๆจะเกิดขึ้นได้ต้องเกิดจากการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติ ซึ่งต้องอาศัยระยะเวลา แต่วิธีคิดแบบนี้ยิ่งทำให้การผลักดันที่จะให้เกิดการเปลี่ยนแปลงช้าลง ยิ่งไปกว่านั้น ปัจเจกชนมีแนวโน้มที่จะปฏิเสธการเปลี่ยนแปลงโดยเฉพาะในด้านทัศนคติ นักส่งเสริมเกษตรนิเวศจึงเน้นถึงความจำเป็นของการเปลี่ยนแปลงทางทัศนคติและวิธีคิด อันจะส่งผลต่อการปฏิบัติในการทำเกษตรนิเวศ การยกระดับเกษตรนิเวศในคิวบา
ความสำเร็จของคิวบาในการปรับปรุงความมั่นคงและอธิปไตยทางอาหาร และการเพิ่มปริมาณการผลิตโดยรวมแสดงให้เห็นถึงความตั้งใจทางการเมืองที่ทำได้ และควรจะนำไปปรับใช้ในการจัดปรับนโยบายและมาตรการด้านสิ่งแวดล้อมเพื่อการเกษตรนิเวศ ทั้งนี้แรงจูงใจน่าจะมาจากข้อเท็จจริงที่ว่า ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา คิวบาสามารถแก้ปัญหาภาวะการขาดแคลนอาหารและทุพโภชนาการ มาสู่สถานการณ์ที่ประชากรหนึ่งในสามที่อาศัยในเมืองหลวงกรุงฮาวานากำลังเผชิญกับปัญหาประชาชนมีน้ำหนักเกิน และเกิดโรคภัยไข้เจ็บตามมา นอกจากนี้สถานการณ์การตกค้างและปนเปื้อนของสารเคมีกลับมีสูงขึ้นเนื่องมาจากการส่งเสริมเกษตรอุตสาหกรรมในพืชเชิงเดี่ยวบนพื้นที่ขนาดใหญ่ ในขณะที่คิวบาสามารถดำรงความมั่นคงทางอาหารไว้ได้ โดยวิธีการสองแนวทางคือเกษตรนิเวศและเกษตรอุตสาหกรรมควบคู่กันไป ยุทธศาสตร์ดังกล่าวส่งผลต่อสุขภาวะของคนในชาติและสิ่งแวดล้อม แม้กระนั้นก็ตาม ประเด็นเรื่องดินขาดความอุดมสมบูรณ์ยังคงเป็นปัญหาหนักหน่วงที่คิวบากำลังเผชิญอยู่ รวมถึงภาวะความแห้งแล้งต่อเนื่อง ซึ่งจำเป็นต้องพัฒนาระบบ และองค์ความรู้ทั้งในเรื่องระบบการปลูกและการจัดการน้ำ ผลดีที่เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงมาสู่แนวเกษตรนิเวศเริ่มปรากฎให้เห็น เกษตรกรระบุว่าผลประโยชน์ทางอ้อมที่มีต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพจากการลดการใช้สารเคมีทางการเกษตรเริ่มปรากฎขึ้น งานวิจัยที่เกี่ยวกับเกษตรนิเวศเริ่มมีผลงานด้านนวัตกรรมใหม่ๆออกเผยแพร่ ขณะที่ระบบอาหารของประเทศได้รับผลดีจากการพัฒนาการผลิตที่เพิ่มความหลากหลายและทำให้มีอาหารที่หลากหลายเพื่อการบริโภคเพิ่มขึ้น ในอนาคต การพัฒนาผลิตผลจากระบบเกษตรนิเวศเพื่อการค้าและการส่งออก ตลอดจนการปรับปรุงคุณภาพสินค้าสำหรับตลาดการท่องเที่ยวที่มีจำนวนเพิ่มขึ้น ดูจะเป็นแนวทางที่มีศักยภาพและน่าสนใจ คิวบาเป็นประเทศที่มีความแตกต่างในเชิงการบริหารและการเมือง และหลายคนอาจโต้แย้งว่า เป็นเรื่องยากที่จะเปรียบเทียบสถานการณ์ที่คิวบาเผชิญกับสถานการณ์อื่นๆ แต่ที่แน่ๆก็คือ ในโลกเสรีที่การตัดสินใจและการควบคุมด้านเกษตรและอาหาร กระจุกตัวอยู่ในมือบรรษัทข้ามชาติเพี่ยงไม่กี่บริษัท หนำซ้ำยังเป็นระบบที่ลดทางเลือกทางด้านอาหารของผู้บริโภคและผู้ผลิตอีกด้วย การเกษตรในตะวันตกเป็นรูปแบบที่ใช้เครื่องจักรกลและ มีลักษณะเป็นระบบเดียวกันมากขึ้น อีกทั้งยังใช้พลังงานสูง ขณะที่คิวบาหันกลับมาทำการเกษตรในทิศทางตรงข้าม มุ่งเน้นการเกษตรระดับท้องถิ่น ใช้เครื่องจักรกลน้อยลง พึ่งตนเองได้มากขึ้น มีความซับซ้อนและหลากหลายมากขึ้น และในสถานการณ์ที่มีการคาดการณ์ว่าน้ำมันจะเป็นปัญหาวิกฤติในอนาคต ประสบการณ์ของคิวบาในการจัดการปัญหาจึงน่าจะเป็นบทเรียนที่สำคัญสำหรับประชาคมโลก
|
|
![]() |