|
|
| ::: มายาคติ 4 ประการ ว่าด้วยเชื้อเพลิงชีวภาพ ::: |
<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง วลัยพร อดออมพานิช แปลและเรียบเรียง
ในความเป็นจริง การส่งเสริมการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพอาจเป็นการเบี่ยงเบนประเด็นและข้อเท็จจริงบางประการโดยเฉพาะในเรื่องความไม่สมดุลระหว่างประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา ประเทศอุตสาหกรรมประกาศความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพแบบมักใหญ่ใฝ่สูง โดยตั้งเป้าไว้ว่า จะมีการใช้เชื้อเพลิงชีวภาพจำนวน 5.75 เปอร์เซ็นต์ของจำนวนพลังงานที่ใช้ในการคมนาคมขนส่งทั้งหมดของสหภาพยุโรป ให้ได้ในปี ค.ศ. 2010 และเพิ่มเป็น 10 เปอร์เซ็นต์ในปี 2020 ในขณะที่สหรัฐอเมริกามีความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพเป็นปริมาณไม่ต่ำกว่า 35 พันล้านแกลลอนต่อปี ปริมาณความต้องการเหล่านี้เป็นปริมาณที่เกินศักยภาพของฐานการผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพที่ประเทศเหล่านี้จะผลิตได้ และถ้าจะตอบสนองความต้องการเหล่านี้ให้ได้ ยุโรปทั้งทวีปต้องสละพื้นที่กว่า 70 เปอร์เซ็นต์ของพื้นที่เพาะปลูกทั้งหมดมาปลูกพืชที่ให้พลังงาน หรือสหรัฐอเมริกาอาจจะต้องนำข้าวโพดและถั่วเหลืองที่ปลูกอยู่ทั้งหมดมาแปรรูปเป็นไบโอดีเซล ซึ่งหากมีการปรับเปลี่ยนการใช้พื้นที่การผลิตจากการผลิตพืชอาหารมาปลูกพืชที่ให้พลังงานจริงๆ ก็จะส่งผลกระทบต่อระบบอาหารในประเทศโลกเหนือ ซึ่งทำให้กลุ่มประเทศเหล่านี้ต้องเสาะแสวงหาพื้นที่ทำการผลิตพืชที่ให้พลังงานในโลกใต้ เพื่อที่จะได้บรรลุความต้องการเชื้อเพลิงชีวภาพที่มีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ การรวมศูนย์อำนาจและการผูกขาดอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพมีสูงขึ้น และมีความรวดเร็วมาก เพียงแค่ระยะเวลาสามปี การลงทุนที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจเชื้อเพลิงชีวภาพเพิ่มสูงขึ้นกว่า 800 เปอร์เซ็นต์ เบื้องหลังฉากที่แท้จริงก็คือ บริษัทน้ำมัน ธัญญพืช รวมทั้งบริษัทรถยนต์และพันธุวิศวกรรมกำลังประสานความร่วมมือและผนวกรวมกิจกรรมต่างๆไม่ว่าจะเป็นงานศึกษาวิจัย การผลิต การแปรรูปและการกระจายผลผลิตของธุรกิจอาหารและน้ำมันให้อยู่ภายใต้หมวกของกลุ่มอุตสาหกรรมกลุ่มเดียวกัน เชื้อเพลิงชีวภาพกลายเป็นพลังงานแชมเปี้ยน ที่มีภาพลักษณ์ของพลังงานที่นำกลับมาใช้ใหม่ได้ เป็นพลังงานที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สามารถลดภาวะโลกร้อน และจะเป็นการเสริมความเข้มแข็งให้แก่การพัฒนาชนบท ทั้งที่อันที่จริงแล้ว อำนาจและกลไกการตลาดที่ผูกขาดโดยบรรษัทข้ามชาติ ผนวกกับรัฐบาลที่อ่อนแอ ก็จะยิ่งนำไปสู่คำถามว่าใครจะได้ประโยชน์จากพลังงานที่ถูกมองว่าเป็นทางเลือกของสังคมโลก ดังนั้น สาธารณะชนจะต้องให้ความสนใจต่อมายาคติที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อหลอกลวงชาวโลก 1. เชื้อเพลิงชีวภาพ
มีความสะอาดและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม??? นอกจากนี้ น้ำมันปาล์มทุกๆหนึ่งตัน ทำให้เกิดกาซคาร์บอนมอนน็อกไซด์
33 ตัน สูงกว่าน้ำมันปิโตรเลี่ยมถึง 10 เท่า การตัดไม้ในเขตป่าเขตร้อนเพื่อปลูกอ้อย
ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับผลิตเอธานอล ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกถึง
50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันในปริมาณที่เท่ากัน ในบราซิล มีการใช้ถั่วเหลืองปริมาณ 40 เปอร์เซ็นต์เป็นวัตถุดิบที่นำมาใช้ผลิตเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง ซึ่งองค์การนาซ่าออกมาระบุว่า ราคาของถั่วเหลืองมีความสัมพันธุ์กับการลดลงของพื้นที่ป่าอเมซอนในราว 325,000 เฮกตาร์ต่อปี
ในอดีต ตลาดเชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้มีขนาดเล็กและส่วนแบ่งตลาดจำกัดอยู่แต่ในท้องถิ่น ในสหรัฐอเมริกา เจ้าของปั๊มแก๊สเอธานอลส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการขนาดเล็ก หรือเกษตรกร แต่ด้วยกระแสความนิยมที่เพิ่มมากขึ้น ทำให้อุตสาหกรรมขนาดใหญ่เข้ามาดำเนินการและสร้างเศรษฐกิจขนาดใหญ่มหึมาในอุตสาหกรรมเชื้อเพลิงชีวภาพเหล่านี้ ผู้ผลิตเชื้อเพลิงชีวภาพ จะต้องพึ่งพาเมล็ดพันธุ์ ปัจจัยการผลิต การบริการ การแปรรูปและการตลาดซึ่งควบคุมโดยบรรษัทข้ามชาติ ขณะที่ผลกำไรตอบแทนมีน้อยมาก และมีแนวโน้มว่าผู้ผลิตรายย่อยเหล่านี้จะถูกเบียดตกจากเวที ซึ่งข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นแล้วก็คือ ผู้ผลิตเป็นหมื่นๆรายต้องตกงานและถูกแทนที่ด้วยอาณาจักรถั่วหลวงซึ่งครอบคลุมพื้นที่การผลิต 50 ล้านเฮกตาร์ในพื้นที่ทางใต้ของบราซิล อาเจนตินาตอนเหนือ ปารากวัยและโบลิเวีย 4. เชื้อเพลิงชีวภาพจะไม่ทำให้เกิดภาวะหิวโหยและการขาดแคลนอาหาร??? สถาบันวิจัยนโยบายอาหารนานาชาติ คาดการณ์ว่าราคาอาหารจะเพิ่มสูงขึ้น
20 ถึง 33 เปอร์เซ็นต์ ในปี 2010 และเพิ่มขึ้น 26-135 เปอร์เซ็นต์ภายในปี
2020 การบริโภคแคลอรี่ลดลงเมื่อราคาอาหารเพิ่มสูงขึ้นที่อัตรา 1: 2 มาตรฐานที่เข้มแข็งและปฏิบัติได้จริงในการจำกัดพื้นที่การปลูกพืชสำหรับทำเชื้อเพลิงถือเป็นความจำเป็นเร่งด่วน รวมถึงมีกฏหมายที่ป้องกันมิให้บรรษัทข้ามชาติเข้ามาครอบงำธุกรกิจด้านพลังงานโดยไร้ขอบเขต กฏหมายและข้อตกลงสากลในการจำกัดการส่งเสริมเชื้อเพลิงชีวภาพจะต้องได้รับการพัฒนาขึ้นเพื่อการอนุรักษ์และพัฒนาทางเลือกที่ยั่งยืน เราคงต้องการเวลาสักระยะหนึ่งในการที่จะปรับเปลี่ยนสู่แนวทางเลือกที่ดำรงไว้ซึ่งอธิปไตยทางอาหารและอธิปไตยทางด้านเชื้อเพลิงโดยรวมของประชาคมโลก
|
![]() |