กลับไป sathai โฮมเพจ


::: น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช ทางเลือกใหม่ของการดำรงชีวิต จริงหรือ??? :::

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

โดย พัชราวรรณ มาทีฆะ

          การพัฒนาความเจริญทางวัตถุที่เกิดขึ้นในทุกประเทศ ล้วนอาศัยพลังงานเป็นปัจจัยพื้นฐานสำคัญในการอำนวยความสะดวกให้ทุกกลไกของเทคโนโลยีได้ขับเคลื่อน อดีตและปัจจุบันเราใช้น้ำมันปิโตรเลียมเป็นวัตถุดิบที่จำเป็นในกระบวนการผลิต ทว่าปัจจุบันเรากำลังประสบปัญหาการร่อยหรอของน้ำมันเชื้อเพลิง เพราะเป็นพลังงานที่ใช้แล้วหมดไป จากการคาดการณ์ขององค์การสหประชาชาติ ประเมินว่าน้ำมันปิโตเลียมจะหมดภายใน 30 ปีข้างหน้า ซึ่งทำให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมตระหนักในการค้นหาและสร้างพลังงานขึ้นมาทดแทนอย่างเร่งด่วน
          ขณะเดียวกันกระแสเรื่องโลกร้อนขึ้นจากการใช้น้ำมันปิโตรเลียม ที่ปล่อยก๊าซคาร์บอนขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทำให้สังคมโลกตื่นตัวและหันมาสนใจพลังงานทางเลือก เพื่อลดภาวะก๊าซเรือนกระจก ที่จะส่งผลกระทบต่อการดำรงชีวิตของสิ่งมีชีวิตบนโลกใบนี้ โลกใบเดียวที่มนุษย์สามารถอาศัยอยู่ได้ จึงทำให้เกิดการเรียกร้องระหว่างประเทศให้แต่ละประเทศหันมาตระหนักและกำหนดนโยบายพลังงานทางเลือก เพื่อลดปริมาณการใช้น้ำมันปิโตรเลียม ภายใต้การตกลงทำอนุสัญญาพิธีสารเกียวโต (the Kyoto Protocol) โดยทิศทางหนึ่งในภารกิจคือ สนับสนุนส่งเสริมการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ (Biofuels) เพราะเชื่อว่าน้ำมันชนิดนี้จะช่วยลดปัญหาภาวะโลกร้อน และนำมาใช้ทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดไป

น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช (Agrofuels)

           น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ เป็นน้ำมันที่กลั่นมาจากพืชหรือสัตว์ด้วยกระบวนการทางเคมี ซึ่งในอดีตมนุษย์เราสามารถผลิตน้ำมันใช้เองได้ เช่น น้ำมันละหุ่ง น้ำมันสบู่ดำ น้ำมันมะพร้าว เป็นต้น จนกระทั่ง 150 ปีที่ผ่านมา มนุษย์ได้ค้นพบน้ำมันปิโตรเลียม ที่ให้ค่าความร้อนสูง เป็นผลให้เกิดการสร้างสรรค์นวัตกรรมเทคโนโลยีต่าง ๆ ตามมา เพื่อสร้างเครื่องอำนวยความสะดวกสบายให้แก่สังคมมนุษย์ ซึ่งทำให้เกิดการผูกขาดด้านพลังงาน คือ ผลิตเทคโนโลยีที่ใช้เฉพาะกับน้ำมันปิโตรเลียมเท่านั้น
           จากสถานการณ์น้ำมันปิโตรเลียมมีปริมาณลดน้อยลง และมีราคาสูงขึ้น สังคมโลกจึงริเริ่มหันกลับมาส่งเสริมการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพมากขึ้น ทำให้มีการส่งเสริมการปลูกพืชเพื่อเป็นวัตถุดิบสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพทั่วไปในภูมิภาคของโลก โดยเฉพาะภูมิภาคเอเซียตะวันออกเฉียงใต้ที่ได้รับความสนใจและถูกสนับสนุนการลงทุนปลูกพืชน้ำมันมากที่สุด ส่งผลให้เกิดการปรับเปลี่ยนด้านเกษตรกรรม จากการผลิตพืชเพื่อการบริโภค มาเป็นปลูกพืชน้ำมัน เนื่องจากราคาผลผลิตดีกว่า เช่น ปาล์ม อ้อย มันสำปะหลัง สบู่ดำ เรพซีด ข้าวสาลี ข้าวบาร์เลย์ ฯลฯ จึงเป็นที่มาของคำว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชเกษตร (Agrofuels) อีกทั้งภาครัฐได้สร้างนโยบายและประชาสัมพันธ์ว่า พืชน้ำมันเหล่านี้จะสร้างเศรษฐกิจของเกษตรกรให้มีรายได้เพิ่มมากขึ้น เนื่องจากต้องใช้วัตถุดิบจำนวนมากจากภาคเกษตรกรรมเป็นสำคัญในกระบวนการผลิต
            ปัจจุบันประเทศไทยสามารถผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพในประเทศได้เพียงเล็กน้อย ซึ่งไม่เพียงพอกับความต้องการใช้ที่ขยายตัวจากการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ปัจจุบันน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพที่ดำเนินการผลิตเชิงพาณิชย์และมีจำหน่ายในประเทศ ได้แก่ เอทานอล น้ำมันแก๊สโซฮอล์ น้ำมันปาล์มบริสุทธิ์ และน้ำมันไบโอดีเซล แต่วัตถุดิบในการผลิตน้ำมันชีวภาพส่วนใหญ่ยังต้องนำเข้าจากต่างประเทศ ซึ่งได้แก่ปาล์มและสบู่ดำ เป็นหลัก ทำให้ภาครัฐและภาคอุตสาหกรรมหันมาส่งเสริมการปลูกพืชปาล์มน้ำมัน และสบู่ดำในประเทศไทยมากขึ้น

ชุมชนท้องถิ่นเป็นผู้รับภาระ
            พืชที่ใช้เป็นวัตถุดิบสำหรับผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพจำนวนมาก จะต้องปลูกในลักษณะเชิงเดี่ยวครอบคลุมพื้นที่ขนาดใหญ่ เพื่อให้ได้ผลผลิตจำนวนมากเพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด นอกจากนี้ภาครัฐยังให้การสนับสนุนด้วยเงินอุดหนุน และงดเว้นภาษีบางส่วน ขณะที่ผลกระทบทางด้านสังคม ด้านระบบนิเวศและสิ่งแวดล้อม และด้านเศรษฐกิจท้องถิ่นกลับถูกละเลยไม่ให้ความสำคัญ ทั้งที่เป็นเรื่องคุณภาพชีวิตและปากท้องของประชาชนในท้องถิ่น
            องค์การสหประชาชาติ ได้ทำนายว่าในอนาคตน้ำมันชีวภาพจะถูกผลิตในประเทศกำลังพัฒนา และจะถูกส่งไปขายยังประเทศอุตสาหกรรม ซึ่งจะช่วยให้ฐานะทางเศรษฐกิจของประเทศกำลังพัฒนาดีขึ้น แต่จะส่งผลกระทบด้านอธิปไตยทางอาหารของประชาชนและชุมชนท้องถิ่น การดำเนินชีวิต วัฒนธรรม ความหลากหลายทางชีวภาพของระบบนิเวศนั้น ๆ ทั้งปัญหาทรัพยากรน้ำ การกัดเซาะของหน้าดิน และการเปลี่ยนแปลงที่ดินจากที่เคยอุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่แห้งแล้ง ขาดความอุดมสมบูรณ์ อันเกิดจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลงจำนวนมาก เพื่อเพิ่มผลผลิตให้ได้จำนวนมาก ทั้งองค์การสหประชาชาติยังยืนยันว่า น้ำมันชีวภาพหรือน้ำมันเชื้อเพลิงจากการเกษตร จะไม่ได้เปลี่ยนแปลงภาวะโลกร้อนให้ลดน้อยลง แต่จะเป็นตัวกระตุ้นเร่งกระบวนการโลกร้อนมากขึ้น เนื่องจากพื้นที่ป่าฝนเขตร้อน ป่าพรุ และระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม ที่จะช่วยดูดซับก๊าซคาร์บอนได้ถูกทำลายลงอย่างรวดเร็ว
               ตัวอย่างกรณีประเทศอินโดนีเซียและประเทศมาเลเซีย ซึ่งเป็นประเทศที่ตอบสนองรับนโยบายการผลิตพืชวัตถุดิบสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพมากที่สุดของโลก ได้ทำให้ชุมชนท้องถิ่นของทั้งสองประเทศต้องแบกรับความยากจนเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าจากที่เป็นอยู่ จากสภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว เกาะมากกว่า 2,000 เกาะจะถูกจมลงในศตวรรษหน้า ขณะเดียวกันพื้นที่ทำกินมากกว่าล้านเฮกตาร์จะกลายเป็นแหล่งปลูกวัตถุดิบสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดใหญ่ ทำให้ชนพื้นเมืองสูญเสียความชอบธรรมในการครอบครองพื้นที่ทำกิน เนื่องจากปัจจุบันพื้นที่สวนปาล์มน้ำมันเป็นของเกษตรกรรายย่อย และแผนการการขยายพื้นที่สวนปาล์มของภาครัฐคือ การวางโครงการสวนปาล์มขนาดใหญ่ตรงกลางหน่วยผลิตและล้อมรอบด้วยหน่วยย่อยเล็ก ๆ เกษตรกรรายย่อยหลายรายถูกกดดันให้เข้ากลุ่มเพื่อรวมโฉนด ซึ่งจะทำให้เกษตรกรรายย่อยสูญเสียการปกครองตนเองอย่างรวดเร็ว เนื่องจากจะประสบปัญหาภาวะหนี้สินที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงที่ดินไปเป็นสวนปาล์มน้ำมัน และมีชีวิตขึ้นอยู่กับเจ้าของสวนปาล์มที่จะกดหรือกำหนดราคาปาล์มน้ำมัน ปัญหาเช่นนี้เกิดขึ้นในประเทศมาเลเซียเช่นกัน โดยรัฐบาลมาเลเซียวางแผนพัฒนาสวนปาล์มน้ำมัน 1,000,000 เฮกตาร์ในรัฐซาราวักบนที่ดินของชนพื้นเมืองเดิม ซึ่งมีผลต่อการสูญเสียวิถีชีวิตวัฒนธรรมของชุมชน และ
                กลุ่มเฝ้าระวังอินโดนีเซีย (Watch Indonesia) คาดการณ์ว่าจะมีปัญหาการว่างงานเพิ่มมากขึ้น ด้วยจำนวนคนที่ต้องพึ่งพาอาหารและอาศัยป่าเขตร้อนในการดำรงชีวิตในประเทศอินโดนีเซียมีประมาณ 45 ล้านคน โดยรัฐบาลอินโดนีเซียหวังว่าการขยายพื้นที่ปลูกปาล์มสำหรับน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพจะช่วยให้คนมีงานทำมากกว่า 5 ล้านคน แม้จะให้การจ้างแรงงานสูงเป็น 2 เท่า แต่ถามว่าจะทำอย่างไรกับคนอีก 35 ล้านคนที่เหลือที่จะเผชิญกับความยากลำบากต่อไป
                นอกจากนี้น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช ทำให้เกิดการทำลายทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมแบบฆ่าเงียบ เพราะได้เปลี่ยนแปลงพื้นที่ป่าเขตร้อนที่อุดมสมบูรณ์เป็นพื้นที่ปลูกพืชเชื้อเพลิง โครงการสิ่งแวดล้อม (Environment Programe) ขององค์การสหประชาชาติ เตือนว่าภายใน 15 ปี พื้นที่ป่าเขตร้อน 98% ของเกาะบอร์เนียวและเกาะสุมาตราที่มีความอุดมสมบูรณ์ของระบบนิเวศความหลากหลายทางชีวภาพสูงแห่งหนึ่งของโลกจะถูกทำลาย และกลายเป็นแหล่งสร้างก๊าซเรือนกระจกของโลกต่อไป ทำให้เกิดความผันผวนของสภาพอากาศโลก ที่จะเปลี่ยนแปลงวิถีการดำรงอยู่ของทุก ๆ สิ่งมีชีวิต อย่างไม่สามารถทำนายได้ว่าจะเป็นในลักษณะใด
                อย่างไรก็ตามความจริงที่ไม่มีใครสนใจ คือ ยังไม่มีการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพขนาดใหญ่ใด ๆ โดยไม่ได้ทำลายที่ดินทำกินของเกษตรกร ป่าเขตร้อน และป่าพรุ ไม่ว่าจะเป็นระดับประเทศ หรือระดับภูมิภาคเลย ดังนั้นหากนโยบายน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชเกษตรยังคงดำเนินต่อไป ก็จะเพิ่มปัญหาความขัดแย้งทางสังคมต่อไปเรื่อย ๆ ซ้ำยังทำลายชุมชนท้องถิ่นและวิถีวัฒนธรรมของชนพื้นเมือง ปัจจุบันมากกว่า 1,000 ชุมชนที่เดิมเคยดำรงชีวิตอย่างพึ่งพาตนเอง มีอาหารจากป่าและระบบนิเวศโดยรอบ และมีรูปแบบวัฒนธรรมระบบเกษตรกรรมของชุมชนเฉพาะ ต้องมาซื้อข้าวและอาหารที่ตลาดแทน อีกทั้งจะเพิ่มปัญหาการใช้ที่ดินอย่างไม่เหมาะสม ปัญหาสิทธิมนุษยชน และเป็นการพัฒนาที่ไม่ใช่เพื่อการเกษตรอย่างยั่งยืน

ความยั่งยืนที่ไม่ยั่งยืน
                แม้ปัญหาการผลิตพืชน้ำมันที่จะส่งผลกระทบต่อเกษตรกรดังข้างต้นจะยังไม่เกิดขึ้นจนเป็นปัญหาในประเทศไทย แต่ปัญหาเรื่องความสะอาดจากการเผาไหม้ของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ก็ได้เป็นข้อถกเถียงในแวดวงนักวิชาการว่า ก๊าซเรือนกระจกที่เกิดจากกระบวนการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชมีมากเท่าไรกัน ผลการวิจัยจากสถาบันที่เชื่อถือได้ ยืนยันว่าน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ ไม่ได้ช่วยลดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ในชั้นบรรยากาศโลกแต่อย่างใด พบว่าน้ำมันปาล์มทุกๆ 1 ตัน ทำให้เกิดก๊าซคาร์บอนมอนน็อกไซด์ 33 ตัน สูงกว่าน้ำมันปิโตรเลียมถึง 10 เท่า การตัดไม้ในเขตป่าเขตร้อนเพื่อปลูกอ้อย ซึ่งเป็นวัตถุดิบที่สำคัญสำหรับผลิตเอธานอล ทำให้เกิดการเพิ่มขึ้นของก๊าซเรือนกระจกถึง 50 เท่าเมื่อเทียบกับการใช้น้ำมันในปริมาณที่เท่ากัน แม้ในกระบวนการกลั่นจากพืชมาเป็นน้ำมันชีวภาพ ก็ได้เพิ่มปริมาณก๊าซเรือนกระจกขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศปริมาณมาก ดังตัวอย่างการพิจารณาอย่างง่าย ๆ ในตาราง

ขั้นตอน
กิจกรรม
ผลกระทบ
ความสูญเสีย
ช่วงการผลิตวัตถุดิบ -ถากถางเผาป่าเผาหญ้าเพื่อปรับที่ดิน -ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
-เกิดภาวะโลกร้อน
-ความหลากหลายทางชีวภาพและระบบนิเวศ
-พันธุรรมท้องถิ่น
-การเปลี่ยนแปลงทักษะทางอาชีพ
-สิทธิมนุษยชนในการดำรงชีวิตสอดคล้องกับภูมินิเวศและวัฒนธรรมประเพณี
-ปัญหาการว่างงาน
-ปัญหาเศรษฐกิจ
-ที่ดินทำกินตกเป็นของภาค ธุรกิจ
-ปัญหาสังคมและงานสวัสดิการ
-ฯลฯ
-ปลูกกล้า ทำให้เกิดการขนย้าย -ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์สู่ชั้นบรรยากาศ
-เกิดภาวะโลกร้อน
-การบำรุงดูแลผลผลิต โดยปุ๋ย ยาฆ่าแมลง -สารบำรุงเหล่านี้ล้วนอาศัยพลังงานในกระบวนการผลิต
-ก๊าซ CO 2 ที่เกิดจากการขนย้าย และกระบวนการผลิต
ช่วงกระบวนการกลั่นเป็นน้ำมันเชื้อเพลิง -ใช้พลังงานในการผลิต
-การขนย้าย
-ก๊าซ CO 2 และ CO 3 ที่เกิดจากการขนย้าย และกระบวนการผลิต
ช่วงการนำไปใช้ -การขนย้ายน้ำมันเชื้อเพลิง
-เมื่อนำไปใช้  การเผาไหม้เกิดขึ้น

-ก๊าซ CO 2 และ CO 3 ที่เกิดจากการขนย้าย และกระบวนการผลิต

              ดังนั้นจึงเป็นเรื่องที่น่าขบคิดว่าหากน้ำมันเชื้อเพลิงที่สะอาด มาจากขั้นตอนการผลิตที่ไม่สะอาด ทั้งยังทำลายสิ่งแวดล้อมมากกว่าเดิม น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชยังควรที่จะต้องผลิตเพื่อตอบสนองเครื่องจักรกลและยานพาหนะอีกต่อไปหรือไม่ อีกทั้งหากจะตั้งคำถามว่าเราจะผลิตน้ำมันพืชให้คนกิน เพื่อการดำรงชีวิต หรือเพื่อตอบสนองเครื่องจักรกล ในการอำนวยความสะดวกสบายให้ชีวิต

ข้อเสนอแนะ
             น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชเกษตรได้ถูกทำให้เป็นพลังงานหมุนเวียน โดยมีความตั้งใจเพื่อลดภาวะโลกร้อนและทดแทนน้ำมันปิโตรเลียมที่กำลังจะหมดไป ทว่าเรายังไม่ได้ศึกษาอย่างจริงจังถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นต่อมนุษย์ สังคม และสิ่งแวดล้อม ดังนั้นจึงควรให้มีการศึกษาวิจัยถึงผลกระทบในทุกด้านเสียก่อนที่จะมีการส่งเสริมปลูกพืชน้ำมันเชิงเดี่ยวขนาดใหญ่อย่างจริงจัง
             วิธีการที่เหมาะสมที่สุดในปัจจุบันสำหรับการแก้ปัญหาโลกร้อน คือ การกำหนดแผนและรณรงค์ให้ประชาชนลด หรือ หลีกเลี่ยงการบริโภคพลังงานเกินความจำเป็น ลดการสร้างขยะของเสีย หันไปใช้พลังงานที่ไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานจากขยะ ฯลฯ ทั้งควรมีการตรวจสอบแหล่งผลิตก๊าซคาร์บอนในชุมชน และกำหนดมาตรการควบคุมมลพิษที่ทำลายระบบนิเวศสิ่งแวดล้อม โดยมาตรการเหล่านั้นต้องให้เกิดการบังคับใช้จริง ไม่เป็นเพียงแค่เสือกระดาษ และการเรียกร้องแหล่งทุนในและระหว่างประเทศ ให้ตรวจสอบว่าพื้นที่ที่ปลูกพืชน้ำมันเป็นพื้นที่อนุรักษ์ มีความหลากหลายทางชีวภาพหรือไม่
             ปัจจุบันรัฐบาลได้สนับสนุนงานวิจัยด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องกับน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช ซึ่งนับเป็นจำนวนเงินมหาศาล ก็ควรจะนำไปสนับสนุนส่งเสริมงานวิจัยที่เกี่ยวกับพลังงานธรรมชาติ เช่น พลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานลม พลังงานคลื่นทะเล พลังงานจากขยะ หรือพลังงานจากมูลคนมูลสัตว์ ตลอดจนถึงการผลิตพลังงานจากเศษพืชผลทางการเกษตรเหลือใช้ในระดับชุมชนแทน
             นอกจากนี้ควรมีการปฏิรูปรูปแบบการผลิตอาหารพืชผัก ที่คำนึงถึงชุมชนท้องถิ่นมากกว่าตลาดระหว่างประเทศ ไปจนถึงการปรับปรุงแก้ไขนโยบายที่รักษาประชาชนให้อยู่กับที่ดินทำกินของตนเอง มากกว่าที่จะขนย้ายประชาชนออกจากท้องถิ่น รัฐบาลควรที่จะสนับสนุนส่งเสริมความยั่งยืนให้เกิดขึ้นในชุมชน และฟื้นฟูความหลากหลายของทรัพยากรอาหารให้คืนมาในท้องถิ่น ควรส่งเสริมให้ชุมชนได้พัฒนาระบบเกษตรกรรมให้สอดคล้องกับวิถีท้องถิ่นนั้น เช่น การพัฒนาระบบบำรุงรักษาปรับปรุงดิน ระบบฝายน้ำ พันธุกรรมพืชและสัตว์พื้นบ้าน เป็นต้น เพราะวิถีเกษตรกรรมมีความสัมพันธ์ที่ขึ้นอยู่กับฤดูกาล และสภาพพื้นที่ท้องถิ่น ซึ่งมนุษย์ไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ยิ่งมีความเปลี่ยนแปลงมากเท่าใด ก็ยิ่งต้องหาทางปรับปรุงไปเรื่อย ๆ ไม่มีสิ้นสุด
             ทว่าโลกใบนี้ไม่ใช่ของคนคนเดียว แต่เป็นของลูกหลานในอนาคต และคนมีชีวิตอยู่ได้ ก็เพราะมีน้ำและอากาศบริสุทธิ์เท่านั้น ขณะที่วัตถุนิยมเครื่องอำนวยความสะดวกอย่าง รถยนต์ ของฟุ่มเฟือยต่าง ๆ ที่ยึดติดกันนั้นไม่สามารถต่อลมหายใจได้เลย แล้วจะละเลยความรับผิดชอบในการเยียวยาโลกใบนี้ให้เป็นของคนอื่นได้อย่างไร...

สถานการณ์น้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชในประเทศอาเซียน

ประเทศอินโดนีเซีย
             ประเทศอินโดนีเซีย แม้ว่าจะเป็นประเทศผลิตน้ำมัน แต่ประชาชนกลับต้องเข้าคิวซื้อน้ำมันที่ใช้หุงต้ม และเมื่อได้ซื้อน้ำมันก็จะมีราคาแพงขึ้นกว่าเดิมทุกครั้ง โดยเพิ่มขึ้นจาก 6,500 รูเปียต่อกิโลกรัมเป็น 7,500 และ 9,000 รูเปียตามลำดับ (1 us$ = 9,000 รูเปีย) น้ำมันกลายเป็นสินค้าราคาแพงสำหรับชาวบ้านที่ยากจน โรงงานท้องถิ่นหลายแห่งแทบจะปิดกิจการ เพราะราคาน้ำมันที่สูงขึ้น รัฐบาลได้แสดงความรับผิดชอบโดยการขายน้ำมันที่ใช้ประกอบอาหารในราคาถูก แต่ต้องพบกับปัญหาเรื่องคุณภาพ และไม่เพียงพอต่อความต้องการใช้ นอกจากนี้รัฐบาลได้สั่งให้บริษัทน้ำมันขนาดใหญ่หลายแห่ง เช่น Wilmer Group, PT Perkebunan Nusantara, PT Smart Tbk และ PT Musim Mas จะต้องจัดสรรแบ่งน้ำมันปาล์ม 150,000 ตันให้แก่ประชาชนอินโดนีเซียทุก ๆ เดือน ทว่าราคาน้ำมันที่ส่งออกมีราคาดีกว่าขายในประเทศ ประกอบกับกระแสน้ำมันเชื้อเพลิงจากปาล์มน้ำมัน ความเป็นจริงที่เกิดขึ้นจึงมีน้ำมันปาล์มประมาณ 100,000 ตันต่อเดือนเท่านั้นที่ขายในประเทศ
               ในอดีตพื้นที่ป่าเขตร้อนและป่าพรุของประเทศอินโดนีเซีย โดยเฉพาะบนเกาะสุมาตราและเกาะบอร์เนียว ถูกทำลายลงเพื่อใช้เป็นแหล่งเกษตรกรรม และปลูกปาล์มเพื่อผลิตน้ำมันสำหรับบริโภคทั้งในประเทศและการส่งออก ปัจจุบันได้มีนโยบายส่งเสริมการขยายพื้นที่สวนปาล์มสำหรับผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช ซึ่งทำให้ต้องมีการระบายน้ำในป่าพรุเพิ่มมากขึ้น อันเป็นสาเหตุให้เกิดไฟไหม้ป่าเป็นประจำทุกปี และส่งผลให้กาซคาร์บอนประมาณหนึ่งพันล้านตันขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศทุก ๆ ปีเช่นกัน แต่รัฐบาลอินโดนีเซียไม่ได้ให้ความสำคัญกับภาวะโลกร้อนที่เกิดขึ้น และพยายามรณรงค์ว่า การมีสวนปาล์มขนาดใหญ่จะทำให้ประชาชนมีงานทำมีเงินทองใช้มีคุณภาพชีวิตที่ดีกว่าที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน และประชาชนส่วนใหญ่ก็เชื่อในนโยบายของรัฐบาล
                องค์กรภาคเอกชน (NGOs) ของประเทศอินโดนีเซีย กล่าวว่า ปี พ.ศ.2548 พื้นที่ในจังหวัดจำบีบนเกาะสุมาตรา 403,467 เฮกตาร์ ถูกทำเป็นสวนปาล์มน้ำมัน ที่ให้ผลผลิตถึง 4,682,975 ตัน แต่คนในท้องถิ่นยังยากจนและจนยิ่งกว่าเดิม โดยกลุ่ม NGOs ได้มีข้อเรียกร้องต่อรัฐบาลอินโดนีเซีย ดังนี้
                 1.รัฐบาลควรจะจำกัดปริมาณการส่งออกน้ำมันปาล์มดิบของบริษัทขนาดใหญ่ และบังคับใช้อย่างจริงจัง
                 2.รัฐบาลจะต้องศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับตลาดการค้าน้ำมันปาล์ม
                 3.รัฐบาลควรหยุดการสนับสนุนการลงทุนด้านสวนปาล์มน้ำมันก่อน จนกว่าจะมีรายงานการศึกษาที่น่าเชื่อถือเกี่ยวกับผลกระทบทางด้านสังคม วิถีชีวิต เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อมจากการทำสวนปาล์มน้ำมัน
                 4.ไม่ควรมีการปลูกพืชน้ำมันเชื้อเพลิงในพื้นที่ป่าอนุรักษ์ เพราะจะเป็นการทำลายระบบนิเวศและความหลากหลายทางชีวภาพของประเทศและของโลก

ประเทศญี่ปุ่น
                 รัฐบาลญี่ปุ่นไม่มีนโยบายที่จะผสมน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชในน้ำมันปิโตรเลียม แต่มุ่งไปที่การใช้ทดแทนในภาค อุตสาหกรรม โดยให้เงินอุดหนุนในความร่วมมือ และประสานงานกับประเทศผู้ผลิตให้ บริษัทหลายแห่งในประเทศญี่ปุ่นเป็นผู้นำการพัฒนาเทคโนโลยี และเป็นแหล่งลงทุนยักษ์ใหญ่ระหว่างประเทศสำหรับการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช เช่น บริษัท Mitsubishi, Toyota และบริษัทเหล็กกล้าอย่าง NKK กำลังร่วมกันทำงานวิจัยและพัฒนาน้ำมันเชื้อเพลิงทางเลือกจาก di-methyl ether ที่ทำมาจากก๊าซธรรมชาติ
                 ในปี พ.ศ. 2548 รัฐบาลญี่ปุ่นและบริษัทในประเทศญี่ปุ่นหลายแห่งเห็นด้วยกับการลงทุน อีทานอลในประเทศบราซิล คิดเป็นเงินถึง 2 พันล้านบาท และก่อนที่จะเป็นประเทศบราซิล บริษัท Mitsui ยังได้สร้างโรงงานกลั่นน้ำมันจากสบู่ดำขนาดใหญ่ในประเทศแอฟริกาใต้ และมีโรงงานกลั่นน้ำมันจากมะพร้าวในประเทศฟิลิปปินส์ ส่วนบริษัท Itochu หนึ่งในบริษัทยักษ์ใหญ่ของประเทศญี่ปุ่น ได้วางแผนที่จะมีแหล่งปลูกมันสำปะหลังเพื่อใช้เป็นวัตถุดิบของอีทานอลในประเทศไทย อินโดนีเซีย และเวียดนาม ขณะที่บริษัท Honda กำลังมุ่งมั่นทำวิจัยนวัตกรรมเทคโนโลยีโดยการพัฒนาอีทานอล จากใบข้าว

ประเทศจีน
                 รัฐบาลจีนเป็นประเทศที่ทุ่มลงทุนด้านพลังงานหมุนเวียนที่ใหญ่ที่สุดในโลก ส่วนมากจะไปที่พลังงานจากน้ำ พลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานลม การลงทุนพลังงานเชื้อเพลิงจากการเกษตรน้อยที่สุด เพราะว่ารัฐบาลห่วงใยในเรื่องของการผลิตอาหารของท้องถิ่น ถึงกระนั้นรัฐบาลก็ตั้งเป้าหมายระยะยาวในการใช้น้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และสั่งให้ผสมอีทานอล 10% ในน้ำมันปิโตรเลียมในหลาย ๆ จังหวัดของประเทศ โดยรัฐบาลได้สนับสนุนการนำเข้าวัตถุดิบอย่างมันสำปะหลัง จากประเทศไนจีเรีย อินโดนีเซีย มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
                 ถึงแม้จะมีความห่วงใยในเรื่องผลผลิตอาหารสำหรับท้องถิ่น รัฐบาลได้ร่วมมือและสนับสนุนกิจการน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชกับ 4 บริษัทขนาดใหญ่ และคาดว่าน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืช 800,000-900,000 ตันจากโรงกลั่นอีทานอล ของบริษัท Jilin ซึ่งเป็นโรงงานที่ใหญ่ที่สุดในโลกได้ถูกส่งออกไปนอกประเทศในปี พ.ศ. 2549 ซึ่งส่วนมากไปที่สหรัฐอเมริกา ส่งผลให้เกิดการขยายตัวของน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชไปทั่วประเทศในปีต่อมา โดยไม่มีการเข้มงวดตรวจตราจากภาครัฐ ว่ามีบริษัทหลายที่ถูกสนับสนุนจากต่างประเทศในการผลิตพืชน้ำมันเพื่อมุ่งการส่งออกวัตถุดิบ

ประเทศเกาหลี
                 ปี 2549 รัฐบาลเกาหลีได้ยกเลิกภาษีน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ และมีมาตรการให้มีส่วนผสมของน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ 0.5 % ในน้ำมันดีเซล โดยรัฐบาลให้การส่งเสริมการผลิตอีทานอลในประเทศเพียงเล็กน้อย ส่วนมากมีเป้าหมายการลงทุนน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชในต่างประเทศ เช่น บริษัท Ingen ที่วางแผนที่จะสร้างโรงงานอีทานอลในจังหวัดลำปุง (Lampung) ประเทศอินโดนีเซีย ซึ่งจะต้องผลิตไร่มันสำปะหลังในพื้นที่มากกว่า 200,000 เฮกตาร์ นอกจากนี้บริษัทซัมซุงยังวางแผนการลงทุนประมาณหนึ่งพันล้านบาทสำหรับโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชร่วมกับบริษัท Mapoli Raya และบริษัทอุตสาหกรรมเคมี Cho Yang Fine Chemical ในอินโดนีเซีย รวมทั้งการตั้งโรงกลั่นอีทานอลจากมันสำปะหลัง และการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากสบู่ดำ 200,000 ตันต่อปี กับบริษัท the Phillippine National Oil Co ในประเทศฟิลิปปินส์

ประเทศฟิลลิปินส์
                ประเทศฟิลิปปินส์ มีกฎหมายน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพปี พ.ศ. 2548 ได้ระบุให้ผสมอีทานอล 5% ในน้ำมันเบนซิน และจะเพิ่มมากขึ้นเป็น 10% ภายหลัง 2 ปี จากนั้นจะผสมน้ำมันเชื้อเพลิงจากมะพร้าวลงไป 1% และค่อย ๆ เพิ่มเป็น 2% เช่นกัน อีกทั้งยังสนับสนุนโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชด้วยการเว้นช่วงการเก็บภาษี และสนับสนุนเงินทุนแก่โครงการต่าง ๆ
รัฐบาลได้ร่วมลงทุนมากมายกับบริษัทต่างประเทศหลายแห่ง เช่น Sutimoto และ Samsung ของประเทศญี่ปุ่น ปัจจุบันลงนามทำสัญญาร่วมมือกับบริษัท Biogreen Energy ของประเทศมาเลเซียด้วยงบลงทุนประมาณหนึ่งพันล้านดอลลาร์สหรัฐ สำหรับการสร้างโรงกลั่นและสวนสบู่ดำบนพื้นที่หนึ่งล้านเฮกตาร์ และร่วมมือกับบริษัท NRG Chemical Engineering Pte ประเทศอังกฤษ ด้วยงบประมาณหนึ่งพันสามร้อยล้านดอลลาร์สหรัฐสำหรับการสร้างโรงกลั่นน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชและโรงกลั่นอีทานอล 2 แห่งจากสบู่ดำ โดยใช้พื้นที่ถึงหนึ่งล้านเฮกตาร์ซึ่งส่วนใหญ่อยู่ในเมืองปาลาวัน (Palawan) และเมืองมินดาเนา (Mindanao) นอกจากนี้บริษัท Petron ที่มีสาขามากมายและมีโรงกลั่นที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้ร่วมมือกันผลิตอีทานอลกับบริษัท San Carlos Bioenergy และ Bronzeoak and Zabaleta & Co ที่ควบคุมดูแลโดย the Phillipines Sugar Miller’s Association และในเดือนมกราคม พ.ศ. 2550 รัฐบาลฟิลิปปินส์ได้ร่วมลงนามซื้อขายหลายครั้งกับบริษัท Chinese Corporation รวมถึงการร่วมหุ้นกับบริษัท Fuhua Group ด้วยงบประมาณ 3.83 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ในการผลิตวัตถุดิบสำหรับอีทานอล และใช้พื้นที่เพาะปลูกหนึ่งล้านเฮกตาร์เพื่อส่งออกไปยังประเทศจีน

ประเทศอินเดีย
                ในประเทศอินเดียส่วนมากจะบริโภคน้ำมันดีเซลเป็นส่วนใหญ่ ดังนั้นภารกิจของรัฐบาลคือการส่งเสริมให้เกิดการผสมน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพ 20%ในน้ำมันปิโตรเลียมภายในปี พ.ศ. 2566 โดยรัฐบาลได้มุ่งไปที่การใช้พืชสบู่ดำเป็นวัตถุดิบหลัก ทำให้บริษัท Reliance Industries บริษัทเอกชนที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ก่อสร้างโรงกลั่นน้ำมันสบู่ดำมูลค่า 500 ล้านดอลลาร์สหรัฐที่เมือง Andhra Pradesh
                ขณะเดียวกันประเทศอินเดียเป็นประเทศที่ผลิตอีทานอลเป็นอันดับที่สองของโลก ทว่าพื้นที่ที่เหมาะสมกับการผลิตพืชอ้อยในประเทศมีจำกัด จึงได้สนับสนุนบริษัทผลิตพืชอ้อยของประเทศให้ไปลงทุนในประเทศบราซิล ทำให้ประเทศนี้กลายเป็นประเทศนำเข้าอีทานอลจากประเทศบราซิลที่ใหญ่ที่สุดในโลก

ประเทศมาเลเซีย
                ประเทศมาเลเซีย เป็นประเทศที่ผลิตและส่งออกน้ำมันปาล์มมากที่สุดในโลก มีสัดส่วนในตลาดถึง 45% เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศอินโดนีเซียที่มีสัดส่วนเพียง 39% และได้ขยายพื้นที่ปลูกปาล์มเป็น 4.17 ล้านเฮกตาร์ในปี พ.ศ.2549 ในรัฐซาราวัก รัฐซาบาบนเกาะบอร์เนียว ผลผลิตต่อตารางเฮกตาร์ในประเทศมาเลเซียจะได้เป็นสองเท่าของประเทศอินโดนีเซีย และมีคุณภาพเข้มข้นมากกว่า เนื่องจากการใช้ปุ๋ยและยาฆ่าแมลง ซึ่งรวมถึงสารมีพิษสูงอย่างพาราควัท (Paraquat) ที่ปัจจุบันถือว่าเป็นยาที่ถูกกฎหมาย หลังจากที่ 4 ปีที่แล้วเป็นยาต้องห้ามของประเทศ
               มากกว่านั้นรัฐบาลมาเลเซียได้ประกาศว่าจะใช้น้ำมันชีวภาพแทนน้ำมันดีเซลภายในปี พ.ศ.2552 และได้ประกาศแผนร่วมลงทุนกับบริษัทเอกชนสร้างโรงงาน 3 แห่งในประเทศเพื่อผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพเพื่อการส่งออกประเทศยุโรป

ประเทศไทย
               ในปี พ.ศ.2546 รัฐบาลไทยบังคับใช้ให้ผสมอีทานอล 5% ลงในน้ำมันเบนซินใน 5 จังหวัด และปรับราคาน้ำมันผสมอีทานอลให้ต่ำกว่าราคาน้ำมันเบนซินทั่วไป และจะใช้น้ำมันผสมอีทานอล 2% ทั่วประเทศในปี พ.ศ.2551 การผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงชีวภาพมาจากปาล์มน้ำมันถูกเรียกว่าน้ำมันไบโอดีเซล ขณะที่การผลิตอีทานอลของประเทศมาจากพืชมันสำปะหลังและอ้อย บริษัทผลิตอีทานอลในประเทศอ้างว่า ผลกำไรนั้นมีน้อยมาก เนื่องจากราคาน้ำมันอีทานอลต่ำแต่ราคาวัตถุดิบสำหรับการผลิตนั้นสูงกว่า
               บริษัทแอลกอฮอล์ขอนแก่น (Khon Kaen Alcohol) เป็นบริษัทค้าน้ำตาลแห่งเดียวของไทย ที่ทำการผลิตอีทานอล ปัจจุบันได้ขยายพื้นที่ปลูกอ้อยและสร้างโรงกลั่นไปที่ประเทศลาว ซึ่งมีค่าจ้างแรงงานต่ำถูกกว่าถึง 3 เท่าของไทย
               บริษัทปตท. เป็นบริษัทน้ำมันเชื้อเพลิงที่ใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้วางแผนขยายความสามารถในการผลิตน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชเป็น 1.2 ล้านลิตรต่อวัน
               บริษัทเจริญโภคภัณฑ์ บริษัทที่มีธุรกิจการเกษตรขนาดใหญ่ ได้เปิดพื้นที่ปลูกปาล์มน้ำมันในภาคใต้ และมีการพัฒนาโครงการน้ำมันเชื้อเพลิงจากพืชแบบครบวงจร ตั้งแต่การผลิตเมล็ดพันธุ์ไปจนถึงขั้นตอนสุดท้ายของการขายน้ำมัน
               นอกจากนี้รัฐบาลไทยยังสนับสนุนความร่วมมือระหว่างประเทศ เช่น ประเทศไทยและประเทศบราซิล ที่จะร่วมมือกันถ่ายทอดเทคโนโลยีอีทานอลให้แก่ประเทศไทยด้วย



บรรณานุกรม
The Biofuel Myths by Eric Holt-Gimenez in The International Tribune. วลัยพร อดออมพานิช (แปล)
Seedling. “Agrofuels special issue” July 2007
http://www.geocities.com/onnopw/phytoleum/scope.html
http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=sections&op=printpage&artid=685
http://www.sathai.org/story_forieng/022-Biofuel%20Article.htm
http://www.th.wikipedia.org/wiki
http://www.thaipost.net/index.asp?bk=thaipost&post_date=8/Dec/2550&news_id=151753&cat_id=200