บทบาทที่สำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตรกรรม
(ตุลาคม 2548)

การทำการเกษตรเชิงเดี่ยวส่งผลให้สถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพในระบบนิเวศเสื่อมโทรมลงไป ไม่ว่าจะเป็น พืช สัตว์ แมลง และจุลินทรีย์ต่างๆ ความเสื่อมโทรมของทรัพยากรพันธุกรรมส่งผลโดยตรงต่อความสูญเสียทางด้านเศรษฐกิจ เป็นภัยต่อผลผลิตและความมั่นคงทางอาหาร ปรากฏการณ์ที่เห็นได้อย่างชัดเจนก็คือการคุกคามและการขยายพื้นที่ทางการเกษตรไปสู่พื้นที่ชายขอบ ส่งผลต่อความสูญเสียของทรัพยากรชีวภาพเพิ่มมากขึ้น ความขัดแย้งระหว่างการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพได้กลายเป็นเรื่องที่หลีกเลี่ยงไม่ได้ อย่างไรก็ตาม การทำเกษตรยั่งยืนและการเปลี่ยนแปลงทางนโยบายและสถาบันด้านการเกษตรจะช่วยแก้ปัญหาและความขัดแย้งที่เกิดขึ้นได้ ทั้งนี้การดำรงรักษาความหลากหลายทางชีวภาพจะเกิดขึ้นได้ก็ด้วยการเห็นความสำคัญและมองว่าเป็นส่วนหนึ่งของการทำการเกษตร โดยผ่านยุทธศาสตร์การพัฒนาที่เอื้อประโยชน์ด้านนิเวศ สังคมและเศรษฐกิจ อีกทั้งยังเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหาร

แนวโน้มที่เปลี่ยนแปลงในการพัฒนาทางการเกษตรและการเชื่อมโยงประเด็นความหลากหลายทางชีวภาพ

การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพ : ผลกระทบและความขัดแย้ง

ความสัมพันธุ์ระหว่างการเกษตรและความหลากหลายทางชีวภาพมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก เราจะเห็นได้ว่าการเพิ่มขึ้นของการผลิตในภาคเกษตรในช่วง 30 ปีที่ผ่านมาเกิดขึ้นจากการขยายพื้นที่ทำการผลิตและการทำการเกษตรแบบเข้มข้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการส่งเสริมเมล็ดพันธุ์ปรับปรุงพันธุ์ การใช้สารเคมีทางการเกษตร และกระบวนการจัดการทรัพยากรชีวภาพ เช่น ดิน น้ำ เป็นต้น

แนวโน้มภาคการเกษตร และสถานการณ์ความหลากหลายทางชีวภาพเกิดขึ้นจากภาวะความกดดันจากการเพิ่มขึ้นของจำนวนประชากร การเคลื่อนย้ายอพยพของผู้คนสู่พื้นที่ชายขอบ และความไม่สมดุลของการกระจายตัวของประชากร ขณะที่แรงกดดันทางนโยบายที่มุ่งเน้นการเกษตรอุตสาหกรรมและการปฏิวัติเขียวส่งผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวง ไม่ว่าจะเป็นนโยบายที่ส่งเสริมสนับสนุน การเพิ่มผลผลิตให้ได้ปริมาณสูงสุดในพื้นที่ต่อไร่ การปรับปรุงพันธุ์ให้มีลักษณะแบบเดียวกัน การลดพื้นที่การปลูกพืชแบบหลากหลาย การส่งเสริมการใช้สารเคมีทางการเกษตร โดยบรรดาบรรษัทด้านเมล็ดพันธ์และเคมีภัณฑ์การเกษตรได้เข้ามามีส่วนอย่างมากในการผลักดันดังกล่าว

แม้ว่าการส่งเสริมเกษตรแผนใหม่จะประสบผลในการเพิ่มผลผลิต แต่ก็ได้ทำให้ความหลากหลายของพันธุ์พืช พันธุ์สัตว์ลดลงไปด้วย อีกทั้งยังส่งผลต่อความสูญเสียชนิดพันธุ์ต่างๆ และเมื่อความหลากหลายทางชีวภาพลดลง ย่อมทำให้ความมั่นคงทางอาหารลดลง ขณะที่ความเสี่ยงทางเศรษฐกิจมีเพิ่มขึ้น มีตัวอย่างที่แสดงให้เห็นว่า การเปลี่ยนแปลงความหลากหลายทางชีวภาพส่งผลต่อการลดลงของความยั่งยืนและผลผลิตในไร่นา นอกจากนี้ การสูญเสียความหลากหลายทางชีวภาพมีส่วนในการลดทรัพยากรที่สำคัญต่อการปรับตัวในอนาคต

การเพิ่มขึ้นของประชากรแมลงและโรคพืช

การปลูกพืชเชิงเดี่ยว เท่ากับเป็นการเพิ่มความเสี่ยงในการระบาดของโรคและแมลง เป็นการทำลายพืชที่ปลูก ส่งผลต่อความสูญเสียทางเศรษฐกิจจากการที่ต้องพึ่งพาพืชชนิดเดียว นอกจากนี้ยังมีผลทำให้อินทรียวัตถุในดินลดลงด้วย ขณะที่แมลงที่เป็นประโยชน์และเชื้อราชนิดต่างๆจะถูกทำลายสูญหายไปเนื่องจากการใช้สารเคมีจำนวนมหาศาล ซึ่งแน่นอนทำให้ผลผลิตพืชเชิงเดี่ยวมีปริมาณลดลง (เมื่อประสบปัญหาโรคและแมลงระบาด) ความสูญเสียดังกล่าวนี้เมื่อผสมผสานกับระบบการปลูกพืชเชิงเดี่ยวอย่างต่อเนื่องยิ่งเป็นการเพิ่มความเสี่ยงและการลดลงของผลผลิต ยิ่งไปกว่านั้นแมลงที่เป็นประโยชน์นานาชนิดที่รู้จักกันดีว่าเป็นแมลงที่ช่วยในการผสมเกสร ช่วยเพิ่มอินทรีย์วัตถุในดิน และช่วยควบคุมแมลงศัตรูพืช ก็ถูกทำลายจากการใช้สารเคมีฉีดพ่น รวมทั้งเชื้อราและ ไมคอไรซาที่อาศัยอยู่ตามรากพืช ซึ่งมีความสำคัญต่อการดูดซับอาหารและน้ำก็ถูกทำลายไปพร้อมๆกัน

การเสื่อมสลายของสมดุลในระบบนิเวศจะนำสู่การเติบโตและระบาดของแมลงศัตรูพืชและโรคพืช รวมถึงอาการดื้อยา ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มปริมาณการฉีดยาหรือใช้ยาที่แรงมากขึ้น ซึ่งจะยิ่งเป็นการทำลายระบบนิเวศและตัดวงจรการเจริญเติบโตของแมลงที่เป็นประโยชน์ในระบบนิเวศ

การสูญเสียถิ่นที่อยู่อาศัยของพืชและสัตว์ ความอุดมสมบูรณ์และความรู้

การขยายตัวของการทำเกษตรเชิงเดี่ยวทำให้ถิ่นที่อยู่อาศัยของสิ่งมีชีวิตต่างๆในโลกลดลง ไม่ว่าจะเป็นพื้นที่ป่าเขตร้อน ทุ่งหญ้า พื้นที่ชุ่มน้ำ ความต้องการอาหารในทศวรรษหน้าจะก่อให้เกิดการขยายพื้นที่การผลิตและส่งผลต่อความสูญเสียที่เพิ่มมากขึ้น การปรับระบบที่เอื้อต่อธรรมชาติจึงเป็นสิ่งจำเป็นเพื่อตอบสนองต่อความต้องการอาหารของประชากรที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มของภาคการเกษตรในอนาคตที่มุ่งเน้นการปลูกพืชเชิงเดี่ยวในพื้นที่ขนาดใหญ่ รวมทั้งการใช้สารเคมีทางการเกษตร จะทำลายถิ่นที่อยู่ของสิ่งมีชีวิต ทำลายความหลากหลายทางชีวภาพที่กำลังลดน้อยถอยลง

ผลโดยตรงที่เกิดขึ้น จากการลดชนิดพืชที่ปลูกและความหลากหลายทางชีวภาพ ได้แก่

  • การลดลงของความหลากหลายในชนิดอาหาร ซึ่งย่อมส่งผลต่อการลดลงของคุณค่าทางโภชนาการ
  • พืชตระกูลถั่วที่ให้โปรตีนสูงจะถูกทดแทนด้วยธัญพืชที่มีคุณค่าทางโภชนาการน้อย
  • ความรู้ท้องถิ่นที่เกี่ยวกับความหลากหลายทางชีวภาพจะสูญหาย สิ่งที่เหลืออยู่ก็คือ เทคโนโลยี่และการเกษตรแผนใหม่ที่ไม่มีความหลากหลาย
  • สถาบันและบรรษัทจากโลกเหนือจะเข้ามาขูดรีดทรัพยากรชีวภาพอันหลากหลายจากพื้นที่เขตร้อนในซีกโลกใต้

ความหลากหลายเกิดขึ้นได้จากการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน : หลักการและการปฏิบัติ

การอนุรักษ์และเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพจะประสบผลก็ต่อเมื่อ

  • การใช้หลักการนิเวศเกษตรจะทำให้เกิดการอนุรักษ์ นำใช้ และเสริมสร้างความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตรกรรมยั่งยืนและสามารถเพิ่มผลผลิตที่ยั่งยืน หลากหลาย
  • การมีส่วนร่วมและการเสริมความเข้มแข็งเกษตรกรและชนกลุ่มน้อย รวมทั้งการปกป้องสิทธิเกษตรกร ถือเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพ
  • การประยุกต์วิธีการให้สอดคล้องกับนิเวศเกษตรและสภาพทางเศรษฐกิจและสังคมของแต่ละท้องถิ่น โดยวิธีการนั้นๆเกิดขึ้นจากการทดลองปฏิบัติที่ประสบผลสำเร็จหรือพัฒนาขึ้นจากภูมิปัญญาท้องถิ่น เพื่อตอบสนองการดำรงชีพของเกษตรกร
  • การอนุรักษ์ทรัพยากรพืชและสัตว์โดยเฉพาะในไร่นาเป็นการช่วยปกป้องความหลากหลายทางชีวภาพ เพื่อความมั่นคงในการดำรงชีวิต รวมทั้งเป็นการเตรียมการสำหรับความต้องการในอนาคตและการดำรงอยู่ของระบบนิเวศ
  • การปรับปรุงงานวิจัยและโครงการด้านการปรับปรุงพันธุ์เพื่อเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพซึ่งเป็นหัวใจสำคัญและเอื้อประโยชน์ต่อการผลิต
  • ริเริ่มนโยบายสนับสนุนด้านสิ่งแวดล้อม ยกเลิกนโยบายจูงใจให้ใช้พันธุ์พืชแบบเดียว การใช้สารเคมีกำจัดศัตรูพืช รวมทั้งผลักดันนโยบายด้านที่ดิน ยอมรับสิทธิเกษตรกรในการปลูกพันธ์พืชพื้นบ้าน ซึ่งมีความสำคัญสำหรับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตร และความมั่นคงทางอาหาร

ผสมผสานแนวทางการมีส่วนร่วม

การผสมผสานความรู้ ภูมิปัญญาชาวบ้าน การทดลองและการปฏิบัติด้านการเกษตร ถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับความหลากหลายทางชีวภาพในระบบเกษตรและเกษตรกรรมยั่งยืน มีตัวอย่างจริงที่แสดงให้เห็นว่าการมีส่วนร่วมของเกษตรกรในการวิจัยและพัฒนาการเกษตรทำให้เกิดประโยชน์อย่างมากต่อการพัฒนาการเกษตร ดังเช่น ที่เม็กซิโก นักวิจัยร่วมกับเกษตรกรพัฒนาระบบการทำสวน-ปลูกพืชที่หลากหลาย ที่เวราครูซ เกษตรกรประยุกต์การทำเกษตรแบบพื้นบ้านด้วยการปลูกพืชหลากหลายชนิด ที่เรียกว่า เอเซียติก (Asiatic System of Mixed farming) รวมทั้งมีการเลี้ยงสัตว์และประมง ระบบดังกล่าวจึงเป็นการผสมผสาน และการใช้ประโยชน์จากพืชพันธ์ในท้องถิ่น การปรับปรุงบำรุงดินด้วยมูลสัตว์ที่เลี้ยง ซึ่งระบบดังกล่าวช่วยเพิ่มผลผลิตเทียบเท่ากับการผลิตแบบเชิงเดี่ยวเลยทีเดียว

ที่ เบอกินา ฟาโซ ในมาลี ( Mali) เกษตรกรประยุกต์เทคนิคและวิธีการในการอนุรักษ์ดินและการปลูกพืชแบบผสมผสาน โดยเกษตรกรใช้ก้อนหินทำเป็นแนวเพื่อป้องกันไหลของหน้าดิน มีการปลูกแบบพื้นบ้านโดยการขุดหลุม ใส่ปุ๋ยหมัก ก่อนหยอดเมล็ดพันธุ์พืชหลายชนิดเช่น ข้าวฟ่าง ถั่วลิสง ลงในหลุม สลับกันไป

การมีส่วนร่วมของเกษตรกรผู้หญิงเป็นอีกประเด็นหนึ่งที่ควรให้ความสำคัญ ทั้งนี้เราพบว่า ผู้หญิงมีบทบาทหลักในการเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์และการปลูกพืชไม่น้อยไปกว่าผู้ชาย ในรวันดา นักวิทยาศาสตร์ทำงานร่วมกับกลุ่มผู้หญิงในการปรับปรุงพันธุ์ถั่วเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการในท้องถิ่น โดยร่วมกันระบุลักษณะพันธุ์ที่ต้องการ ทดลองผสมพันธุ์ ดูแลแปลงและร่วมประเมินผลการทดลอง รวมทั้งตัดสินใจต่อผลการทดลอง โดยผลที่เกิดจากการทำงานร่วมกันพบว่า ชนิดพันธุ์ที่กลุ่มผู้หญิงเหล่านี้ปรับปรุงโดยใช้เวลา 4 ปี มีความแข็งแรงและให้ผลผลิตดีกว่าพันธุ์ พื้นบ้านที่นักวิทยาศาสตร์ปรับปรุงเสียอีก อย่างไรก็ตามกระบวนการมีส่วนร่วมในการทดลอง พัฒนาและวิจัย ต้องอาศัยระยะเวลา รวมทั้งควรมีการเพิ่มเติมกิจกรรมอื่นๆ เช่น การอบรม เป็นต้น

การปรับเปลี่ยนทางนโยบายและสถาบัน

แม้ว่าในปัจจุบัน จะมีหลายหน่วยงานที่ดำเนินงานในการพัฒนาและอนุรักษ์ความหลากหลายทางชีวภาพในการเกษตร แต่หน่วยงานต่างๆเหล่านี้ยังขาดการประสานความร่วมมือระหว่างกันเพื่อให้เกิดการปรับเปลี่ยนทางนโยบายและปฏิบัติการที่เอื้อประโยชน์ต่อคนจน และเกษตรกรรายย่อยอย่างแท้จริง

การเปลี่ยนแปลงทางนโยบายที่ส่งผลต่อการแก้ปัญหา และสนับสนุนสิทธิเกษตรกรเป็นสิ่งสำคัญและเป็นความจำเป็นเร่งด่วน นอกจากนี่ การจัดทำนโยบายและข้อกฎหมายต่างๆ ควรคำนึงถึง

  • การมีส่วนร่วมของสาธารณะชน
  • กำจัดมาตรการจูงใจเกษตรกรในการใช้พันธุ์พืช-พันธุ์สัตว์ลูกผสม การใช้สารเคมีทางการเกษตร
  • ส่งเสริมการปลูกโดยใช้เมล็ดพันธุ์ที่หลากหลาย
  • ดำเนินนโยบายที่ส่งเสริมการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม
  • ปฏิรูปที่ดิน และระบบที่เหมาะสมในการใช้ประโยชน์จากทรัพยากร สร้างหลักประกันว่าคนจนสามารถเข้าถึงและเป็นเจ้าทรัพยากรการผลิตต่างๆ
  • ผลักดันกฎระเบียบที่มีผลบังคับให้บรรษัทเมล็ดพันธุ์และสารเคมี แสดงความรับผิดชอบต่อสังคม
  • พัฒนาตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์
  • เปลี่ยนรสนิยมและความต้องการผู้บริโภค ให้หันมาสนับสนุนและบริโภคอาหารที่หลากหลาย

แปลและเรียบเรียงจาก The Central Role of Agricultural Biodiversity : Trends and Challenges จาก Understanding Agricultural Biodiversity : Conservation and Sustainable Use of Agricultural Biodiversity, A Source Book, UPWARD, 2003 โดย วลัยพร อดออมพานิช