ความหลากหลายทางชีวภาพที่ฟาร์มเลี้ยงสัตว์

Hickory Nut Gap


เรื่องราวของหนุ่มสาวที่มีใจรักในการทำเกษตรกรรม และพัฒนารูปแบบการเกษตรดั้งเดิมให้ฟื้นคืนกลับสู่ชุมชน หลังจากที่สูญหายไปจากสังคมเกือบร้อยปี ทั้งยังทำฟาร์มที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และเชิญชวนให้ผู้บริโภคได้เข้ามามีส่วนร่วมในฟาร์มด้วย

เจมี่ และเอมี่ เอเกอร์(Jamie and Amy Ager) ผู้สืบทอดฟาร์มรุ่นที่ 4 ของตระกูล ฟาร์ม Hickory Nut Gap ครอบครองขนาดพื้นที่ 600 เอเคอร์ พวกเขาคิดว่าการทำฟาร์มที่ดี ควรจะให้กิจกรรมเลี้ยงสัตว์เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม และปศุสัตว์ก็น่าจะเป็นสัตว์ที่กินพืช เพื่อง่ายต่อการดูแลและบำรุงรักษา


เนื่องจากพื้นที่ฟาร์มอยู่ติดภูเขาบางส่วน พวกเขาจึงปรับสภาพพื้นที่ประมาณ 60 เอเคอร์ ให้เป็นทุ่งหญ้าเลี้ยงสัตว์ และพยายามสร้างปัจจัยพื้นฐานเลียนแบบธรรมชาติให้มีความหลากหลายของพืช สัตว์ และสิ่งแวดล้อมที่แตกต่างกัน อย่างเช่น พื้นที่โล่ง ต้นไม้ใหญ่ ทุ่งหญ้าสำหรับวัว ทุ่งหญ้าสำหรับไก่บ้าน
ไก่งวง แกะ และหมู และปล่อยให้สัตว์เจริญเติบโตตามธรรมชาติ สัตว์เลี้ยงของที่นี่จะไม่ถูกกักขังในคอก แต่ถูกเลี้ยงบนทุ่งหญ้าโล่งที่เต็มไปด้วยแสงแดด สายลม และมีน้ำสะอาด แม้แม่ไก่เองก็ฟักไข่บนทุ่งหญ้า
กรรมวิถีผลิตอาหารเนื้อสัตว์นี้ได้รับความสนใจอย่างมาก เพราะนอกจากจะเป็นการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ยังได้รับความชื่นชมจากกลุ่มผู้บริโภค เช่น กลุ่มปกป้องสิทธิของสัตว์ ที่ให้ความสำคัญกับการดูแลสัตว์ก่อนที่จะถูกนำมาทำเป็นอาหาร


พวกเขา ขายเนื้อสัตว์ และไข่สด ๆ จากฟาร์ม ภายใต้ยี่ห้อ Spring House Meats ที่ตลาดสด 2 แห่งในเมืองอาทิตย์ละ 2 วัน อีกทั้งยังได้ส่งตามร้านอาหาร ภัตตาคารในชุมชนที่สั่งเนื้อสัตว์ของพวกเขา เนื่องจากอาหารนั้น สด และลูกค้าของร้านก็นิยมบริโภค นอกจากนี้พวกเขายังเปิดโอกาสให้ผู้บริโภค และบุคคลที่สนใจสามารถเข้าเยี่ยมชมฟาร์มได้ เพื่อที่จะได้เห็นว่า พวกเขาเลี้ยงสัตว์อย่างไรบ้าง

เจมี่ และเอมี่ ได้ใช้เวลา 2-3 ปี ต่อสู้เพื่อนำการทำฟาร์มเลี้ยงสัตว์ให้กลับมา เนื่องจากการทำปศุสัตว์นี้เป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมประเพณีของรัฐคาโรไลน่าเหนือแห่งนี้ในอดีต แต่ปัจจุบันการทำฟาร์มเริ่มสูญหายไปจากชุมชน เพราะพื้นที่ฟาร์มถูกพัฒนาไปใช้ประโยชน์ในด้านอื่น จะมีเหลือก็เพียงฟาร์มเล็ก ๆ และเกษตรกรที่มีความตั้งใจจริง และผูกพันกับการทำปศุสัตว์มาช้านาน
เมื่อเดือนกันยายน ปี ค.ศ. 2003 ชุมชน Hickory Nut Gap ที่พวกเขาอาศัยอยู่ได้มีโอกาสเป็นเจ้าภาพจัดงานเทศกาลฉลองฤดูเก็บเกี่ยว ครั้งที่ 3 ผู้คนจากหมู่บ้านต่าง ๆ มาร่วมงานเทศกาลในฟาร์มอย่างคับคั่ง

โดยตอนเช้าเป็นกิจกรรมทัศนศึกษาและแลกเปลี่ยนความรู้จากฟาร์มของเพื่อนบ้าน เช่น การดูแลฝูงแกะ การทำแอบเปิ้ลไซเดอร์ การปลูกผักท้องถิ่นสำหรับเป็นอาหารสัตว์ การดูแลปศุสัตว์ เป็นต้น ซึ่งทั้ง เจมี่ และ
เอมี่มองว่า กิจกรรมนี้ช่วยส่งเสริมการทำปศุสัตว์แบบครอบครัวให้กลับคืนมา ผู้มาร่วมงานทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภคทุกคนได้แลกเปลี่ยน เรียนรู้วิธีการได้อาหารมาแต่ละชนิด และคุณค่าของฟาร์มท้องถิ่น อีกทั้งมีกิจกรรมสำหรับครอบครัว เช่น เขียนหน้า เล่านิทาน งานฝีมือ และอื่น ๆ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ของคนในชุมชนให้เกิดขึ้น ซึ่งงานนี้ประสบความสำเร็จเป็นอย่างดี เต็มไปด้วยความสนุกสนาน ดนตรีพื้นบ้าน และอาหารที่ประกอบขึ้นจากพืชผักที่ปลูกในท้องถิ่น นับเป็นเวลาแห่งความสุขของชุมชนที่แท้จริง

เรียบเรียงจาก www.asapconnections.org/special/articles/hngf.htm โดย พัชราวรรณ มาทีฆะ
ปล. หากสนใจรายละเอียดเพิ่มเติม สามารถชม เว้บไซด์โดยตรงที่ www.hickorynutgapfarm.com น่าสนใจมากค่ะ


แปลและเรียบเรียง...โดย พัชราวรรณ มาทีฆะ