การฟื้นฟูพันธุ์ข้าวพื้นบ้านเพื่อความมั่นคงทางอาหารในอินโดนีเซีย
ตุลาคม 2548

 

การบริโภคข้าวเป็นส่วนหนึ่งของวัฒนธรรมในอินโดนีเซีย ชาวอินโดนีเซียปลูกข้าวตามลักษณะพื้นที่และภูมิประเทศที่มีความเหมาะสมแก่การปลูกข้าวแต่ละพันธุ์ ในอดีตอินโดนีเซียมีความสามารถในการผลิตข้าวเพื่อการบริโภคอย่างพอเพียง แต่ด้วยการเปลี่ยนแปลงระบบการเกษตรในช่วง 25 ปีที่ผ่านมาได้ส่งผลต่อสภาพแวดล้อมอย่างมากมาย ไม่ว่าจะเป็นภาวะดินเสื่อม การระบาดของแมลงศัตรูข้าว ความไม่มั่นคงทางอาหารในชนบท และผลเสียทางด้านเศรษฐกิจ ในระดับประเทศ อินโดนีเซียประสบปํญหาขาดแคลนข้าว และทำให้ต้องมีการนำเข้าข้าวในที่สุด ที่ซ้ำร้ายไปกว่านั้นก็คือมีข้อมูลระบุว่า ข้าวที่อินโดนีเซียนำเข้าเป็นข้าวคุณภาพต่ำ อีกทั้งยังมีรายงานว่าคนงานขนข้าวสองคนที่ท่าเรือเสียชีวิตเนื่องจากบริโภคข้าวที่ปนเปื้อน

ผลกระทบจากระบบการเกษตรแผนใหม่ที่มีต่อการสูญเสียพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

ระบบการผลิตแผนใหม่เป็นระบบการทำการเกษตรที่มีการใช่ปัจจัยการผลิตและสารเคมีทางการเกษตรสูง มุ่งเน้นการผลิตจำนวนมาก แต่กลับไม่สามารถตอบสนองต่อปัญหาการขาดแคลนอาหารที่เกิดขึ้นได้ ขณะที่ระบบการทำการผลิตแผนใหม่กลับสร้างให้เกิดผลกระทบในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น ด้านสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม เป็นที่ทราบดีว่า การผลิตแผนใหม่ในระยะแรกมักจะให้ผลผลิตสูง แต่ในเวลาต่อมาผลผลิตกลับลดลงอย่างต่อเนื่อง เช่น ในปี 2538 ผลผลิตข้าวพันธุ์ Pelita IV ลดลง 2.36 เปอร์เซ็นต์ พันธุ์ Pelita V ลดลง 1.94 เปอร์เซ็นต์ ขณะที่ผลผลิตข้าวในปี 2541 ลดลง 6.7 เปอร์เซ็นต์ และมีข้อสังเกตว่าพันธุ์ข้าว IR 64 .sh ผลผลิตลดลงกว่า 50-60 เปอร์เซ็นต์แม้ว่าจะมีการใช้ปุ๋ยเคมีเป็นจำนวนมากก็ตาม โดยมีสถิติระบุว่าปริมาณการใช้ปุ๋ยเคมีในอินโดนีเซียเพิ่มสูงขึ้นจาก 100 กิโลกรัมมาเป็น 700 กิโลกรัม และในบางพื้นที่มีการใช้ปุ๋ยเคมีสูงถึง 1,200 กิโลกรัม และด้วยเหตุที่ผลผลิตข้าวตกลงเป็นอย่างมากทำให้อินโดนีเซียต้องนำเข้าข้าว จำนวนสูงถึง 75 เปอร์เซ็นต์ของปริมาณข้าวที่มีในสต๊อกในตลาดโลก

การสูญเสียพันธุ์ข้าวถือเป็นจุดบอดของความหลากหลายทางสายพันธุ์

ข้าวเป็นพืชหลักที่จะต้องสนับสนุนให้มีการอนุรักษ์ เนื่องจากสถานการณ์ในปัจจุบันที่สนับสนุนให้มีการพัฒนาและปรับปรุงพันธุ์ข้าวแบบเชิงเดี่ยว จากข้อมูลพบว่า ปี 2510 รัฐบาลอินโดนีเซียออกกฎหมายห้ามชาวนาปลูกข้าวพันธุ์พื้นบ้านซึ่งมีอยู่ประมาณ 7,000 สายพันธุ์

อย่างไรก็ตาม ข้าวพื้นบ้านมีคุณสมบัติที่เหนือกว่าพันธุ์ลูกผสม ทั้งนี้ข้าวพื้นบ้านมีคุณสมบัติที่สำคัญหลายประการ คือ

  • รดชาดดีกว่า
  • ให้ผลผลิตมากกว่า (มากถึง 16 ตัน/เฮกตาร์)
  • มีคุณค่าทางโภชนาการ
  • เพาะปลูกง่าย
  • มีคุณค่าทางเศรษฐกิจ
  • ข้าวสวยหุงแล้วไม่เสียง่าย (ประมาณ 3 วัน)
  • เมล็ดใหญ่ขึ้นเมื่อหุงแล้ว ( ข้าวสาร 1 กิโลกรัม หุงแล้วได้ข้าวสวย 15-18 จาน)
  • มีสรรพคุณทางยา (แก้ปวดท้อง, ไอ, ช่วยกระตุ้นการย่อยอาหารให้ดีขึ้น)

ปัจจัยที่เป็นอุปสรรคต่อการปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

สาเหตุสำคัญที่ชาวนาปฏิเสธการปลูกข้าวพันธุ์พื้นเมือง เนื่องจาก

  • เกษตรกรมีความเข้าใจผิดว่าข้าวพันธุ์พื้นบ้านเป็นพันธุ์ที่ไม่ต้านทางโรค ให้ผลผลิตต่ำ และอายุการปลูกนาน
  • รัฐบาลไม่ให้การสนับสนุนการปลูกข้าวพื้นบ้าน แม้ว่าจะมีงานศึกษาออกมามากมายที่ระบุถึงคุณสมบัติที่ดีของพันธุ์ข้าวพื้นเมือง แต่ก็ยังไม่ได้รับความสนใจ
  • องค์กรด้านการเกษตร แหล่งทุน รวมทั้งรัฐบาลไม่เปิดโอกาสและให้การสนับสนุนด้านทุน

ความเป็นไปได้ในการเพิ่มการปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน

สร้างการสนับสนุนให้เกษตรกรหันกลับมาปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้าน โดยการ

  • สร้างความเข้าใจที่ถูกต้อง โดยทำการศึกษาวิจัย การศึกษาเปรียบเทียบ และรณรงค์ให้ข้อมูลเพื่อจูงใจเกษตรกรให้เห็นถึงความสำคัญของข้าวพื้นบ้าน
  • ดึงการสนับสนุนจากนักวิทยาศาสตร์ องค์กรพัฒนาเอกชน และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในการสนับสนุนคุณค่าของระบบการผลิตแบบพื้นบ้าน รวมทั้งการใช้เมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน
  • เสริมความเข้มแข็งระบบการสื่อสาร โดยผ่านสื่อรูปแบบต่างๆ
  • จัดอบรมให้แก่เกษตรกร
  • ชุมชนควรพัฒนาและสร้างระบบธนาคารข้าวเพื่อสร้างความมั่นคงทางอาหารในท้องถิ่น
  • ส่งเสริมการปลูกพืชที่หลากหลาย เช่น การปลูกข้าวโพดและถั่วบนคันคูช่วยควบคุมแมลงบางชนิด

ปัจจุบัน องค์กรอาสาสมัคร PUSSPAINDO และเครือข่ายในและนอกเกาะชวาได้พยายามฟื้นฟุและรณรงค์ให้เก็บรักษาและปลูกข้าวพื้นบ้าน โดยมีเกษตรกรจากหลายพื้นที่ปลูกและเก็บรวบรวมพันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้ได้จำนวน 9 สายพันธุ์ จากการศึกษาของ PUSSPAINDO ได้ตอกย้ำให้เห็นว่า พันธุ์ข้าวพื้นบ้านดีกว่าพันธุ์ข้าวลูกผสมที่นักปรับปรุงพันธุ์พัฒนาขึ้นมาใหม่ อย่างไม่มีข้อสงสัย ดังนี้

  • ผลผลิตข้าวพื้นบ้านสูงถึง 10 ตันต่อเฮกตาร์ ภายใต้ระบบการปลูกแบบดั้งเดิม ซึ่งเป็นการยืนยันให้เห็นว่า ระบบการผลิตแบบดั้งเดิมและการใช้พันธุ์ข้าวพื้นบ้านเป็นการสร้างความมั่นคงทางอาหารในอนาคต
  • การปลูกพันธุ์ข้าวพื้นบ้านทำให้ต้นทุนการผลิตลดลงถึง 50 เปอร์เซ็นต์เมื่อเปรียบเทียบกับการปลูกข้าวแผนใหม่
  • ระบบการปลูกที่สอดคล้องเหมาะสม เป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้แก่ดิน เสริมสร้างจุลินทรีย์ในดินให้แข็งแรง
  • มีการประยุกต์และนำใช้ความรู้ และภูมิปัญญาท้องถิ่น เช่น การปลูก การกระจายผลผลิตและการตลาดในรูปของสหกรณ์

แปลและเรียบเรียงจาก .... Rediscovering Local Rice for Improved Food Security in Indonesia. จาก Understanding Agricultural Biodiversity : Conservation and Sustainable Use of Agricultural Biodiversity, A sourcebook, Volume 1, CIP-UPWARD, 2003 โดย วลัยพร อดออมพานิช