จากไร่ยาสูบ เป็นสวนพืชสมุนไพรผสมผสาน

กุมภาพันธ์ 2549

เรื่องเล่าจากต่างแดนนี้ เป็นตัวอย่างของความร่วมมือระหว่างหน่วยงานรัฐ สถาบันการศึกษา และกลุ่มเกษตรที่ได้ผลกระทบจากระบบการตลาดยาสูบที่ลดลง

ตามปกติแล้วเกษตรกรในรัฐคาโรไลน่าเหนือ ( North Carolina ) เช่น เกษตรกรเมือง Tar Heel จะมีรายได้ขึ้นอยู่กับใบยาสูบ และเป็นที่รู้จักกันว่ายาสูบนั้นเป็นสินค้าหลักอันดับหนึ่งของรัฐคาโรไลน่าเหนือ แต่หลังจากที่ตลาดใบยาสูบมีน้อยลง จึงทำให้เกษตรกรผู้ปลูกยาสูบจำนวนมากได้รับผลกระทบไปด้วย ทั้งยังมีข้อบังคับจากโรงงานมากมาย เช่น คุณภาพ และปริมาณโควตาส่งยาสูบในแต่ละปี

มหาวิทยาลัย รัฐ คาโรไลน่าเหนือ และ สำนักงานสวัสดิภาพผู้บริโภคและเกษตรกรรม จึงพยายามจัดทำโครงการพืชยาสมุนไพรเพื่อการค้า (Medicine Herbs for Commerce Project) ซึ่งมีวัตถุประสงค์ที่จะฟื้นฟูชีวิตเกษตรกร และส่งเสริมรายได้ที่ขาดหายไป โครงการนี้ไม่ใช่การสนับสนุนให้ปลูกพืชเพื่อแทนที่ยาสูบ แต่เพื่อที่จะช่วยแก้ไขสถานการณ์การขาดรายได้ของเกษตรกร โดยที่เกษตรกรไม่ต้องลงทุนซื้อหาอุปกรณ์ ในการดูแล บำรุง เก็บรักษาพืชสมุนไพรเพิ่มเติมแต่อย่างใด ทั้งยังจะเป็นประโยชน์แก่เกษตรกรรายย่อย ซึ่งมีพื้นที่เพาะปลูกขนาดเล็ก ที่ซึ่งพืชยาสมุนไพรจะได้รับการดูแลเอาใจใส่อย่างดี

พืชสมุนไพรมีประโยชน์ทั้งในแง่เป็นยารักษาโรค หรือเป็นยาสร้างเสริมสุขภาพ บางชนิดได้รับการยอมรับกันมานานหลายทศวรรษ เช่น Cone flower, Valerian, Danelion และ California poppy ซึ่งทางมหาวิทยาลัยคาดว่าภายในปี 2008 พืชสมุนไพรเหล่านี้จะมีมูลค่าถึง 200 พันล้านบาทในระบบอุตสาหกรรมยาระหว่างประเทศ

พืชสมุนไพรแต่ละชนิด ต้องการดูแลเป็นพิเศษ เนื่องจากอาศัยสภาพแวดล้อมต่างกันไป การปลูก และการดูแลจึงต้องอาศัยประสบการณ์ส่วนหนึ่ง แต่ทว่า เมื่อเก็บเกี่ยวแล้ว จะต้องเก็บในที่แห้งเสมอ จึงสามารถนำมาปรับใช้ หรือแก้ไขเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยกับโรงยาสูบได้ โดยเฉพาะโรงยาสูบ ในเมือง Piedmond และทางตะวันออกของรัฐ ซึ่งโรงยาสูบจะมีสภาพแคบและเล็ก เนื่องจากพื้นที่นี้ผลิตใบยาสูบสีจาง ซึ่งใช้เวลาอบใบยาสูบได้เร็วกว่า โรงยาสูบทางตะวันตกของรัฐ ซึ่งปลูกยาสูบเบอร์ลี (Burley tobacco) ซึ่งเป็นยาสูบอย่างอ่อน และโรงเก็บยาสูบมีขนาดใหญ่และโล่งกว่า เพราะใบยาสูบนี้ต้องการการเก็บรักษาในที่โปร่งแห้งเท่านั้น แต่ถึงกระนั้นก็สามารถประยุกต์การเก็บรักษาพืชสมุนไพรได้

โครงการนี้เริ่มต้นที่ให้มีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์ระหว่างเกษตรกรผู้ปลูกกับผู้รับซื้อพืชสมุนไพร เพื่อให้เกิดความเข้าใจไปในทางเดียวกัน และปรึกษาหารือ เรื่องคุณภาพของผลผลิต การเก็บรักษา และราคา โดยที่ผู้ปลูกจะต้องปลูกแบบเกษตรอินทรีย์ และต้องส่งผลผลิตที่มีคุณภาพเท่านั้น ในปี พ.ศ. 2547 มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการแล้ว 17 คน และคาดว่าจะเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ในปีต่อ ๆไป ตัวอย่างเกษตรกร เจสัน เดวิส เกษตรกรวัย 28 ปี จากเมืองเฮนเดอร์สัน เค้าตี้ หนึ่งในเกษตรกรที่เข้าร่วมโครงการนี้ กล่าวว่าโครงการนี้น่าสนใจ มีความเป็นไปได้ที่จะปลูกพืชสมุนไพรแทนที่ยาสูบ แต่จะค่อยทดลองพืชแต่ละชนิด และเมื่อมีประสบการณ์มากขึ้นก็จะปลูกพืชสมุนไพรเท่านั้น


แปลและเรียบเรียง จาก www.ncspecialtycrops.org โดย พัชราวรรณ มาทีฆะ