เกษตรอินทรีย์ ทางเลือกใหม่ที่สโลเวเนีย
สิงหาคม 2548

สโลเวเนียเป็นประเทศเล็กๆตั้งอยู่บริเวณตะวันตกของคาบสมุทรบอลข่าน ภูมิประเทศที่เต็มไปด้วยภูเขาสูงต่ำ ซึ่งกว่าครึ่งหนึ่งปกคลุมไปด้วยป่าไม้ และมีพื้นที่ราบเพียงเล็กน้อย สโลเวเนียเป็นประเทศที่แทบไม่มีใครรู้จักจนกระทั่ง มีข่าวออกมาว่า

สโลเวเนียได้เข้าเป็นสมาชิกกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปอย่างเป็นทางการเมื่อเดือนพฤษภาคม ปี2547 ที่ผ่านมา นอกเหนือจากข่าวคราวการเป็นสมาชิกสหภาพยุโรป สโลเวเนียเป็นที่รู้จักอย่างฮือฮาอีกครั้งเมื่อออกมาประกาศตัวว่า จะเป็นประเทศเกษตรอินทรีย์และเขตปลอดจีเอ็มโอ และแน่นอน

ได้รับการขานรับอย่างดีจากกลุ่มประเทศสหภาพยุโรปด้วยกัน จะว่าไปแล้ว หากเปรียบประเทศกลุ่มสหภาพยุโรปกับสหรัฐอเมริกาเป็นคู่ชกรุ่นใหญ่ที่ทำสงครามทางการค้าในการครองตลาดสินค้าเกษตรโดยทั้งสองกลุ่มมียุทธวิธีทางการค้าบางส่วนที่คล้ายกัน เช่น การให้เงินอุดหนุนการเกษตรด้วยงบประมาณจำนวนมหาศาลไม่น้อยหน้ากว่ากัน แต่ในรายละเอียดของนโยบายด้านการเกษตรกลับมีหลายอย่างที่แตกต่างกัน เช่น สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับประเด็นทางด้านสิ่งแวดล้อม ขณะที่สหรัฐให้ความสำคัญกับการอุดหนุนผู้ประกอบการรายใหญ่ สหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับเกษตรอินทรีย์ ขณะที่สหรัฐอเมริกาไม่สนใจ และที่สำคัญสหภาพยุโรปถือว่าการยอมรับและส่งเสริมเทคโนโลยีการเกษตร เช่น การดัดแปลงพันธุกรรม จะต้องดำเนินการอย่างระมัดระวัง แต่สหรัฐอเมริกากลับเดินหน้าปลูกพืชจีเอ็มโออย่างเต็มที่ รวมทั้งพยายามผลักดันประเทศต่างๆให้ยอมรับจีเอ็มโอ

ความขัดแย้งระหว่างสหภาพยุโรปและสหรัฐอเมริกาเกิดขึ้นอย่างชัดเจนกรณีพืชจีเอ็มโอ โดยสหรัฐกล่าวหาว่านโยบายของยุโรปกรณีจีเอ็มโอเข้าข่ายการกีดกัดทางการค้า ซึ่งสหรัฐยอมไม่ได้ และยิ่งเมื่อสหภาพยุโรป ออกกฎหมายให้ผู้ประกอบการต้องติดฉลากสินค้าจีเอ็มโอ ตามภาวะกดดันจากผู้บริโภคในยุโรป สหรัฐจึงต้องนำประเด็นนี้ เข้าไปกดดันในเวทีองค์กรการค้าโลก และแน่นอนการกดดันจากสหรัฐย่อมสร้างความไม่พอใจในหมู่ผู้บริโภคในยุโรป ซึ่งคลางแคลงใจถึงอันตรายของพืชจีเอ็มโอและแน่นอนพวกเขาเรียกร้องสิทธิในการที่จะรู้ก่อนซื้อสินค้าด้วยการให้มีการติดฉลาก

ในขณะเดียวกัน การทำเกษตรอินทรีย์ในสหภาพยุโรปกำลังได้รับความสนใจอย่างมาก ข้อมูลใน the European Action Plan for Organic Food and Farming ระบุว่า การทำเกษตรอินทรีย์ถือเป็นหัวใจสำคัญของการทำการเกษตรในสหภาพยุโรป โดยสหภาพยุโรปให้ความสำคัญกับการทำการเกษตรที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม ทั้งนี้ข้อมูลระบุว่า พื้นที่การผลิตเกษตรอินทรีย์เพิ่มขึ้นจาก 1 เปอร์เซ็นต์ในปี 2538 เป็น 3.5 เปอร์เซ็นต์ในปี 2545

ขณะที่ในอิตาลีและออสเตรียมีพื้นที่ทำเกษตรอินทรีย์ถึง 10 เปอร์เซ็นต์ โดยพบว่า ความต้องการของผู้บริโภคเป็นปัจจัยและแรงผลักที่สำคัญทำให้ตลาดเกษตรอินทรีย์เติบโต โดยเฉพาะอย่างสินค้าในกลุ่มผลิตภัณฑ์เด็กและนมซึ่งเป็นที่ต้องการมากและแชร์ส่วนแบ่งตลาดสินค้าเกษตรอินทรีย์อยู่ถึง 8 เปอร์เซ็นต์ ในประเทศอังกฤษ ห้างสรรพสินค้าและซุปเปอร์มาเกตชั้นนำได้หันมาสนับสนุนและจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ และมีแนวโน้มที่จะจำหน่ายสินค้าจากเกษตรอินทรีย์เพิ่มมากขึ้นเรื่อยๆ

การเติบโตของเกษตรอินทรีย์ได้รับการสนับสนุนจากกลุ่มประเทศในสหภาพยุโรป ดังจะเห็นได้ว่า ในกฎหมายเกษตรของสหภาพยุโรปได้กำหนดให้มีการเพิ่มเงินอุดหนุนการทำเกษตรที่เอื้อต่อสิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังกำหนดนโยบายให้การสนับสนุนและสร้างแรงจูงใจให้เกษตรกรทำการเลี้ยงสัตว์แบบอินทรีย์ นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังได้ใช้งบประมาณในการสนับสนุนการทำวิจัยแก่สถาบันการศึกษาต่างๆ เช่น เมื่อไม่นานมานี้ มหาวิทยาลัยนิวคาสเซิลได้ทำวิจัยเปรียบเทียบรสชาติและคุณค่าทางโภชนาการของอาหารจากเกษตรอินทรีย์และอาหารทั่วไป นอกจากนี้สหภาพยุโรปยังออกมาสรุปว่า เกษตรอินทรีย์เป็นระบบเกษตรที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและความหลากหลายทางชีวภาพ ช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน และสนับสนุนอนามัยในคอกสัตว์เพื่อลดการติดโรคและการทรมานสัตว์จากการขังไว้ในที่แคบๆ เป็นต้น ปี 2547

นโยบายปฏิบัติการของสหภาพยุโรป ได้เสนอให้สนับสนุนการจำหน่ายผลิตภัณฑ์เกษตรอินทรีย์ ให้แก่กลุ่มผู้บริโภคในโรงเรียน โรงพยาบาล ห้องอาหารของบริษัทและห้างร้านต่างๆ อีกทั้งยังรณรงค์ด้วยการเผยแพร่ข้อมูลข่าวสารเกี่ยวกับความสำคัญของเกษตรอินทรีย์และอาหารอินทรีย์ออกไปทั่วสหภาพยุโรป โดยใช้ตราสหภาพยุโรปซึ่งออกใช้ตั้งแต่ปี 2543 อีกทั้งยังเข้มงวดในการห้ามจำหน่ายผลิตภัณฑ์ที่มาจากการดัดแปลงพันธุกรรมหรือจีเอ็มโออีกด้วย เดินหน้าทำเกษตรอินทรีย์ในสโลเวเนีย ฟราซ์ บอริส มีความภาคภูมิใจอย่างมากในองุ่นอินทรีย์ที่เขาปลูก

  เฟราซ์ชี้ไปที่ใบองุ่นสีเขียวใส ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับการปลูกองุ่นใช้สารเคมีซึ่งทำให้ใบองุ่นมีสีเขียวแก่เกือบดำ องุ่นเคมีทำลายทั้งสิ่งแวดล้อม ดิน และน้ำใต้ดิน หรือแม้กระทั่งทะเลที่อยู่ไม่ไกลจากแหล่งที่ปลูกองุ่นเคมี ขณะที่องุ่นของฟราซ์ปลอดภัยต่อสิ่งแวดล้อมและปลอดภัยต่อผู้บริโภค

ฟราซ์เป็นประธานชมรมเกษตรกรเกษตรอินทรีย์แห่งสโลเวเนีย สมาชิกชมรมเพิ่มจาก 41 คนในปี 2541 เป็น 1,400 คนในปี 2546 ซึ่งเป็นอัตราการเพิ่มที่เร็วมาก การเพิ่มขึ้นของจำนวนคนทำเกษตรอินทรีย์ในสโลเวเนีย ส่วนหนึ่งมาจากนโยบายการสนับสนุนของรัฐบาลซึ่งมีนโยบายการทำการเกษตรเพื่อสิ่งแวดล้อม ปี 2544 กระทรวงเกษตร ป่าไม้และอาหารได้จัดทำโครงการ เกษตรสิ่งแวดล้อม ขึ้นโดยตั้งเป้าที่จะให้สโลเวเนียเป็น “สวนแห่งยุโรป” โครงการดังกล่าวเชื่อมโยงการทำเกษตรอินทรีย์เข้ากับการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อม อีกทั้งยังผลักดันให้พื้นที่ที่ทำเกษตรอินทรีย์เป็นแหล่งท่องเที่ยวเชิงนิเวศน์อีกด้วย

เนื่องจากพื้นที่ดังกล่าวเป็นพื้นที่ที่มีภูมิทัศน์สวยงาม แวดล้อมไปด้วยภูเขา ติดกับวนอุทยานแห่งชาติ และถ้ำหินปูน การทำเกษตรอินทรีย์ควบคู่ไปกับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ ทำให้สโลเวเนียกลายเป็นสวรรค์บนดินเลยทีเดียว “ถ้าเราไม่ทำการเกษตรแบบยั่งยืน และผืนแผ่นดินไม่ได้รับการปกป้องดูแล เราก็คงจะไม่มีทรัพยากรทางธรรมชาติอย่างเช่นที่มีในวันนี้” เป็นคำกล่าวของ มาร์ธา รูสเทล มาร์คเซน เจ้าหน้าที่กระทรวงเกษตรสโลเวเนีย


 แปลและเรียบเรียงจาก The Organic Alternative: Slovenia, the European Union, and the Debate over Sustainable Agriculture By John Feffer ใน Food First Backgrounder, Summer 2004, volume 10, number 3