SRI: เทคโนโลยีเกษตรอินทรีย์ จากประเทศมาดากัสการ์
กรกฎาคม 2548

แนวปฏิบัติเพิ่อส่งเสริมการเพิ่มผลผลิตของข้าว เทคโนโลยีนี้เป็นที่รู้จักกันในสากลว่า System of Rice Intensification (SRI) จากประเทศมาดากัสการ์ เป็นวิธีการปลูกข้าวที่ต้องการความประณีต และการทะนุถนอมอย่างยิ่ง เนื่องจากเราใช้ต้นกล้าอายุยังน้อย (15 วัน) เพื่อไปปักดำในดินโคลน ระบบการปลูกข้าววิธีนี้ได้ถูกนำมาประยุกต์ปฏิบัติในหมู่ชาวนาทางตอนใต้ของอินเดีย โดยนักวิทยาศาสตร์ Dr. V. Balasubramanian จาก สถาบันวิจัยข้าวระหว่าประเทศ (International Rice Research Institute: IRRI) และนำเสนออย่างต่อเนื่องในสถานีวิจัย และ เวทีชาวบ้าน ซึ่งจัดโดย Tamil Nadu Agricultural University (TNAU) และ Acharya N.G. Ranga Agricultural University (ANGRAU) นอกจากนี้ยังเผยแพร่ผ่านวิทยุชุมชนทั่วประเทศ และภาควิชาการเกษตร ของมหาวิทยาลัย โดยมีการริเริ่มปฏิบัติในกลุ่มชาวนาที่ ทมิฬ นาดุ (Tamil Nadu) และ อุตระประเทศ (Andra pradesh) และได้มีการเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว

“วิธีการปลูกข้าว SRI นี้ สามารถใช้ได้กับพันธุ์ข้าวทุกสายพันธุ์ เป็นวิธีการที่ช่วยประหยัดต้นทุนในการผลิตเพราะว่าใช้เมล็ดพันธุ์ในการเพาะกล้าน้อย (1 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่ เมื่อเปรียบเทียบกับแบบเดิม 8 กิโลกรัม ต่อ 1 ไร่)” นักวิทยาศาสตร์ จาก IRRI กล่าว และไม่ต้องใช้ทรัพยากรน้ำในการเพาะปลูกมากนัก เพียงแค่มีน้ำหล่อเลี้ยงเล็กน้อย เพื่อป้องกันไม่ให้หน้าดินแตกระแหงก็พอแล้ว

หลักปฏิบัติที่สำคัญที่สุด คือใช้ต้นกล้าที่อายุยังน้อย ราว 15 วัน และใช้เพียงต้นเดียวในการปักดำในระยะห่าง 20 ตารางเซนติเมตร ในพื้นที่ดินโคลน และพื้นที่มีระดับราบเดียวกัน และให้น้ำเลี้ยงต้นข้าวในนาประมาณ 5 เซนติเมตร อย่างสม่ำเสมอ และจะนำน้ำเข้าอีกทีเมื่อเห็นดินโคลนแห้งแตก จากการเพาะปลูก พบว่าต้นข้าวแตกกอมากกว่า 60-70 หน่อ ต่อ 1 กอ ขึ้นอยู่กับระยะห่างของแต่ละต้น (20-40 ตารางเซนติเมตร)

ยิ่งระยะห่างมาก จะทำให้การเจริญเติบโตของรากแพร่กระจายสามาถดูดซับธาตุอาหารได้ดี ทั้งความห่างของต้นข้าว ทำให้แสงแดด ส่องผ่านถึงโคนต้น ต้นข้าวจะสังเคราะห์แสง ได้รับก๊าซออกซิเจนอย่างเต็มที่ และสะดวกต่อการกำจัดวัชพืชอีกด้วย

วิธีการกำหนดจุดปักดำในแปลงนานั้นก็ทำโดย การทำรังวัดตีแปลงให้ได้ระยะห่างเท่ากัน แล้วปักดำในจุดที่กำหนด นอกจากนี้การใช้ปุ๋ยอินทรีย์ หรือปุ๋ยชีวภาพ ในการบำรุงดิน จะทำให้ได้ผลผลิตมากกว่าการใช้ปุ๋ยเคมีอีกด้วย ส่วนการกำจัดวัชพืชนั้นก็ทำได้ง่าย โดยการใช้เครื่องมือทุนแรงที่เรียกว่า “คราดหมุด” ไถทับวัชพืช และเป็นการช่วยพรวนดินในนาไปในตัว ชาวนาใน ทมิฬ นาดุ และ อุตระประเทศ ที่ประสบความสำเร็จจากการทำนาระบบนี้ ระบุว่าสามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้ถึง 10 ตัน ต่อ 1 เฮกตาร์ (6.25 ไร่) คุณ Nagarajan กล่าวว่า ต้นทุนในการผลิต อยู่ในราว 17,500 รูปี

แต่เมื่อเก็บเกี่ยวผลผลิตและหักต้นทุนแล้ว จะได้เงินกำไรประมาณ 62,500 รูปี ต่อ 1 เฮกตาร์ นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมระบบการปลูกข้าว SRI ให้เป็นที่รู้จัก โดยนำชาวนาจาก อำเภอ Thiruvallur เข้าไปเยี่ยมชมแปลงนาของ ชาวนาใน Kalahasthi เพื่อเรียนรู้และนำไปปฏิบัติในพื้นที่นาของตัวเองด้วย


แปลและเรียบเรียงจาก Farmers’ notebok : Madagascar Technology: Proven method for boosting rice