|
เครื่องเตือนภัยจากธรรมชาติ
ประสบการณ์ พ่อพะตีจอนิ ปากากเญอ แห่งบ้านหนองเต่า อ.แม่วาง จ.เชียงใหม่ |
|
|
<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ากรณีศึกษา เราพูดถึงเครื่องรับในตัวคน ที่เป็นมรดกสัญชาตญาณตื่นรู้ สัมผัสโลกที่ติดตัวมา ถ่ายทอดส่งต่อกันมา ที่นับวันจะสูญหาย และถูกทำลายออกไปจากชีวิต "ธรรมชาติการรับรู้ในตัวคนถูกทำลายไปหมดแล้วที่เหลือก็ขาดเป็นท่อนๆ คนไม่สนใจมันด้วย ไม่สำคัญแล้ว เขาเชื่อดาวเทียมมากกว่าเสียงกบเสียงเขียด" ..."คนเป็นยิ่งกว่าเครื่องจักร คนมีชีวิต ฉลาด รู้ไปทุกเรื่อง แต่เราปล่อยให้หลายส่วนตายไป ส่วนที่ดียังเหลืออยู่ เขาก็เอาไปสู้ไปรบกันมากกว่า" พ่อจอนิ พูดย้อนถึงวันเกิดสินามิทางภาคใต้ฝั่งตะวันตกว่า รู้สึกได้ถึงบ้านหนองเต่า "เฮาไปโบสถ์ เฮารู้สึกคืนนี้ต้องมีอะไรสักอย่าง ท้องฟ้าแปรปรวนตั้งแต่ตะวันตก ถึงตะวันออก ไม่เคยเห็นอย่างนี้มาก่อน เป็นลางบอกเหตุ เฮาสงสัย...พอรุ่งเช้า ตอน 8 โมงกว่าๆ นาฬิกาในโบสถ์แกว่งไปมา พอถึง 10 โมง วิทยุประกาศว่าเกิดพายุสึนามิขึ้นที่ภาคใต้แล้ว ....ถ้าสังเกตธรรมชาติดีๆ จะรู้เลย ปีนี้ทั้งปี ตอนลุงนอน รู้สึกว่ามีแผ่นดินไหวหลายรอบ แต่บอกคนอื่นอาจไม่มีใครเชื่อ พอฟังข่าวเขาก็บอกแผ่นดินไหวที่โน่นที่นี่ แต่ไม่รุนแรงเป็นอันตรายกับคน" ตัวรับสัญญาณข้างในตัวพ่อจอนิได้รับการฝึกฝนให้มีสัญญาจำอย่างต่อเนื่อง จึงสามารถรับรู้ถึงการสื่อสารของธรรมชาติจากพื้นดินที่ส่งสัญญาณบอกเรา "โลกเป็นเนื้อเดียวกัน ไหวถึงกันอยู่แล้ว" ...(ในพระไตรฎิปกของพุทธศาสนา กล่าวไว้ว่า ในจักรวาลนี้ ไม่มีเขา ไม่มีเรา ไม่มีอะไร ก็เพราะไม่รู้จึงเห็นอย่างนั้นอย่างนี้ สิ่งที่มีอยู่จริงก็คือ จิตที่รับรู้ คิดว่าเรารู้ เราเห็น เรารู้สึกอย่างโน่นอย่างนี้ และกายก็คือสสารและพลังงานในแง่ฟิสิกส์ ทั้งอย่างเป็นหนึ่งเดียวกันหมด ดังนั้นเมื่อเราทำอย่างหนึ่งก็จะกระทบไปทั้งจักรวาล อนันตจักรวาลเพราะเรากับจักรวาลก็คือหนึ่งเดียวกัน ปัจจุบันวิทยาศาสตร์สมัยใหม่ก็มีทฤษฏีหลายทฤษฏีที่สนับสนุนเรื่องนี้้..เสริมจากผู้เรียบเรียง) ถาม "แล้วเรื่องดินถล่มหล่ะ มีสัญญาณอะไรที่จะบอกเราได้บ้าง" "ดินจะทำทางของมันเป็นเดือนสองเดือนแล้ว มันบอกเหตุก่อน อย่างปกติดินบริเวณนั้นจะชื้นแฉะตลอด แต่มันแห้งผิดปกติ เขาเรียกว่าน้ำชั้นใต้ดินมันระเหยไป อย่างนี้สังเกตได้ คนเดินผ่านทุกวันจะรู้ มันบอกให้รู้ล่วงหน้า" จริงเท็จแค่ไหนไม่อาจยืนยัน แต่ถือเป็นมิติที่น่าทำความเข้าใจ น่าศึกษา "ข้างในดินมีรูไฟอยู่แล้ว แกนกลางโลกเป็นไฟ มันมีรูอยู่ทั่วไป มันถึงมีน้ำร้อน มีน้ำอุ่น มีน้ำเย็น สังเกตน้ำบนผิดดินได้ เมื่อก่อนใกล้บ้านพ่อมีบ่อน้ำ มอก็มี ปลวกก็มี อยู่ๆ มัดกับปลวกทะเลาะกัน กระทั่งนายพญาปลวกออกมา ลูกหลานล้อมตัวมันไว้ สักพักหนึ่ง มดอีกชนิดหนึ่งก็รุมกัด เฮาคิดว่ามันน่าจะเกิดเหตุการณ์อะไรสักอย่าง จู่ๆ ที่ประเทศอิหร่านทะเลาะกัน เจ้าฟ้าพระราชาอิหร่านหนี สังเกตดีๆ ธรรมชาติบอกเราได้" |
คลิกที่นี่เพื่อดาว์นโหดไฟล์จากการถอดเทป เสวนา ชีวิต ความเชื่อ และธรรมชาติ กับปราชญ์พื้นบ้าน "หากธรรมชาติยังไม่ถูกทำลาย เรายังพึ่งพาธรรมชาติได้อยู่ มีธรรมชาติแล้วก็ต้องสังเกตธรรมชาติด้วย คนเมื่อก่อนอยู่รอดมาได้ก็ดูๆ มองๆ สังเกตมาทั้งนั้น"
|
|
ในตัวคนมีเครื่องวัดผิดถูกดีชั่ว เครื่องวัดที่เป็นนามธรรมเช่นนี้ จะไม่เกี่ยวข้องกับเสียงเตือนจากธรรมชาตินั้นหรือ พ่อจอนิบอกว่า "สิ่งเตือนภัยอยู่รอบๆ ตัวเรา มันบอกเราทุกอย่าง วันนี้ต่างกันวันวาน แต่พรุ่งนี้อาจเป็นอย่างเมื่อวันวานนี้ก็ได้ เครื่องวัดธรรมชาติด้วยกัน ส่งผ่านตัวนำที่เป็นธรรมชาติด้วยกัน สัญญาณรับคลื่นความรู้สึกเช่นนี้ ดูเหมือนเป็นไปไม่ได้ แต่พ่อจอนิเชื่ออย่างสนิทใจว่า ธรรมชาติสะท้อนตัวมันเอง เป็นความรู้บอกคนได้ ทำให้คนมีชีวิตรอดได้ "ความชื้นในอากาศบอกเราได้ เวลาก่อไฟ ก่อไฟวัดฝนได้ ก่อไฟแล้วไฟหยุดๆ ติดๆ ฝนจะตก ถ้าก่อไฟแล้วไฟลุกต่อเนื่อง ฝนไม่ตก อันนี้ใช้วัดฝนได้ภายในสองสามวัน" หรือขยับให้มาใกล้ตัวหน่อย "เปิดประตูบ้านก็วัดฝนได้ ลองสังเกตดู ถ้าเปิดปิดประตูบ้านได้ง่ายๆ เปิดคล่อง ไม่อึดอัด ฝนไม่ตก ฝนจะแล้ง แต่ถ้าเปิดประตูยาก ประตูแน่น แสดงว่าฝนจะตก" หมาก็ใช้วัดฝนได้ "อยู่ๆ หมาลงไปอาบน้ำกลางวัน แสดงว่าแล้งยาวนาน" |
|
|
"หากธรรมชาติยังไม่ถูกทำลาย เรายังพึ่งพาธรรมชาติได้อยู่ มีธรรมชาติแล้วก็ต้องสังเกตธรรมชาติด้วย คนเมื่อก่อนอยู่รอดมาได้ก็ดูๆ มองๆ สังเกตมาทั้งนั้น" "ข้างในตัวคนต้องสนใจเรื่องธรรมชาติ ต้องมีธรรมชาติไว้ในใจก่อน มันถึงจะมีประโยชน์กับคนอื่นๆ ด้วย ในตัวคนไม่รับเสียอย่าง ทำอะไรไม่ได้" ก่อนพายุใหญ่จะมา มีเครื่องวัดลมสำคัญอีกอย่างหนึ่ง "ดูมดส้ม (มดแดง) ถ้ามันทำรังสูงๆ พายุจะมาบริเวณนั้น แต่ไม่น่าห่วง ลมไม่แรง ถ้ามดส้มทำรังอยู่กลางๆ ต้นไม้ พายุจะพัดกลางๆ ไม่รุนแรงมาก ถ้ามดส้มทำรังเตี้ยๆ ใกล้พื้นดิน พายุลมจะแรงมาก ให้ระวัง มดล้มรู้ล่วงหน้าก่อนพายุมา 3 เดือน" "มดส้มจะเปลี่ยนรังทุกปี ถ้าไม่เปลี่ยนที่ แสดงว่าลมพัดเหมือนเดิม เรื่องมดส้มแน่นอนมาก ดูได้เลย ไม่ผิดพลาด" ถาม "สัญญาณเตือนภัยที่เกี่ยวกับลม ยังมีอีกไหม๊" "ดอกไม้รัก ถ้าปีนั้นออกดอกเยอะลมพัดแรง" มาถึงเครื่องมือวัดฝนให้ดูที่ "หางแลนหรือหางตะกวดนี่แหละ ดูหางแลนที่เกิดในปีนั้น ถ้าเราจับได้ ดูหางมัน พบหางดำจะมีฝนเอยะ หรือสีดำมีอยู่สีห้าที่ ก็มีฝนเยอะ ดำๆ มืดๆ เป็นฝนแน่ ถ้าหากมีสีแดงสีดำอยู่สลับกัน แสดงว่าปีนั้น ฝนแล้งบ้าง ตกบ้าง สองอย่างมาด้วยกัน ถ้าหากสีแดงสีเหลือง ปีนั้นไม่มีฝน ฝนทิ้งช่วง" "ลูกมะเดื่อก็บอกฝน" พ่อจอนิเริ่มบทเรียนต่อไป "ถ้ามันออกลูกตรงปลายกิ่งเยอะ จะมีฝนปลายปี ถ้ามันออกลูกกลางต้น แสดงว่ามีฝนกลางปี ถ้ารวมอยู่ตรงโคนต้น หมายถึงมีฝนตกต้นปี" เสียงลมฟ้าอากาศ คงไล่สั่นสะเทือนลงตามก้านกิ่ง ไหวลึกไปถึงราก เป็นเมนูใบสั่งจากดินฟ้าอากาศ เป็นเมนูอากาศที่สอนให้คนไม่ประมาท รู้คาดการณ์ล่วงหน้า พร้อมให้ทำใจรับสภาพกับเพทภัยที่อาจจะเกิดขึ้น อย่างน้อยได้เตรียมใจหยั่งรู้ไว้ล่วงหน้า เครื่องมือวัดฝนอีกอย่างคือ การล้างหน้าตอนเช้า "ตื่นขึ้นมาล้างหน้า รู้สึกหน้าลื่นๆ วันนั้นฝนจะตก" การขนทรายเข้าวัดก่อเจดีย์ทรายในประเพณีสงกรานต์ก็ทำนายฝนในปีนั้นได้ "ทุกปีมีการก่อกองทรายในวัด ต่างคนต่างขนทรายเข้าวัด ทำด้วยจิตใจสงบ ตั้งใจทำ ต่างคนต่างปักธงลงไปบนกองทราย ไม่มีใครล่วงรู้ล่วงหน้าว่าจะปักลงตรงไหน ปักกันไปเรื่อยๆ ถ้าปักธงเป็นกลุ่มๆ ช่วงยอดกองทรายเยอะ ฝนจะตกมากตอนปลายปี ถ้าปักธงช่วงกลางๆ เยอะ ฝนจะตกมากตอนต้นปี ถ้าปักกระจายไปทั่วกองทราย ปีนั้นฝนจะตกกระจายทั้งปี ไม่มากเกิน ไม่น้อยเกิน" |
|
| มาถึงเครื่องมือในการวัดฤดูหนาว "ให้ดูฝักมะขาม ถ้าฝักงอมาก มีลูกดกมาก ปีนั้นจะหนาวยาวนาน ถ้าหักงอสั้นๆ จะหนาวในช่วงสั้นๆ ถ้าฝักงอนิดๆ หน่อยๆ ปีนั้นไม่ต้องกลัวหนาว หนาวไม่นาน" ชีวิตที่ใกล้ชิดผูกพันอยู่กับธรรมชาติ ก็จะเห็นพืชพันธุ์ สัตว์ คน ต่างร่วมกันแสดงบอกเหตุบางอย่าง เสมือนแบบเรียนรู้ที่ธรรมชาติหยิบยื่นให้พิจารณา ล้วนสะท้อนแรงกระเพื่อมจากดินฟ้าอากาศ ด้วยมิติอันล้ำลึกบางอย่าง ซึ่งจะเรียกว่าสัญชาตญาณ/ปัญญาที่อยู่ในพืช ในสัตว์ เพื่อการปรับตัวให้อยู่รอด ข้ามผ่านฤดูกาลหนึ่งๆ ก็ได้ อาศัยการอ่านและตีความเรื่องหมายที่ปรากฎให้เห็น เป็นหมายบอกการเตรียมพร้อมรับมือเป็นเหตุที่จะเกิดขึ้น จึงไม่แปลกที่เห็นการเคารพฟ้าดินของคนสมัยก่อน ที่เต็มไปด้วยความเชื่อมั่นศรัทธา ที่คนรุ่นใหม่มองว่าเป็นความงมงาย พ่อจอนิบอกว่า คนสมัยก่อนเรียนรู้และเข้าใจธรรมชาติ ไม่อย่างนั้นคงไม่มีเราอยู่มาจนถึงทุกวันนี้ เพราะสมัยก่อนไม่มีเครื่องวัด เครื่องเตือนภัยอะไร อาศัยการเรียนรู้ธรรมชาติ เล่ากันเหมือนนิืทานพื้นบ้านให้จดจำกัน "ทุกอย่างเกิดซ้ำได้ เกิดซ้ำๆ ให้คนจำ นำมาสอนถึงลูกถึงหลาน มันจริงทั้งนั้น เทคโนโลยีไปไกลถึงไหน เราก็ยังต้องใ้ช้ตาไว้ดู ใช้จมูกดมกลิ่น ใช้หูฟัง มือหยิบๆ จับๆ เท้าก็เดิน ต้นไม้ก็ยังออกดอกออกลูก แตกกิ่งแตกยอด มันเกี่ยวกันทั้งนั้น เป็นเรื่องเดียวกัน ไม่มีอะไรแยกอยู่โดยไม่เกี่ยวกับอย่างอื่น" ความรู้พยากรณ์อีกหลายชุด และไม่มีสอนในห้องเรียน แต่มีอยู่กลางแดด กลางป่า กลางทุ่ง ว่าด้วยการเคารพธรรมชาติ ไม่ละเมิดธรรมชาติ ล้วนเป็นสัญชาตญาณหรือปัญญาธรรมชาติที่ติดตัวมาแต่กำเนิด หรือจะเรียกว่าตามคติพุทธว่าเป็นสัญญาจำมาตั้งแต่อดีตชาตินั่นเอง การเรียนรู้ธรรมะ /ธรรมชาติ เป็นหนทางพึ่งตนเอง แบบไม่ต้องยืมมือเทคโนโลยี สัญชาตญาณหนีภัย ซื้อขายกันไม่ได้ แต่เรียนรู้กันได้ บทเรียนแบบป่าๆ บ้านๆ เรียนรู้ด้วยประสบการณ์ มองซ้ำๆ นานปี ความรู้ประเภทนี้ไม่มีหนังสือให้เรียน ต้องออกไปเดินไปรู้เห็นเอง แม้จะแฝงไว้ด้วยความหวาดหวั่นลึกๆ แต่สิ่งมีชีวิตทั้งหลายก็ควรได้เรียนรู้ ไม่นิ่งนอนใจ ชีวิตเป็นเรื่องไม่แน่นอน ทำใจให้พร้อมรับการเปลี่ยนแปลงกับสิ่งที่อาจเกิดขึ้น สิ่งที่เหนือความคาดหมายที่อาจเกิดขึ้น นั่นคือการฝึกตนให้อยู่ในความไม่ประมาทนั่นเอง |
|
เรียบเรียงจาก "จดหมายเหตุจากดินฟ้าอากาศ ยามหนึ่ง อนาคาริก หน้า 33 เนชั่นสุดสับดาห์ ปี 14 ฉบับที่ 731 ,วันที่ 2 มิถุนายน 2549 และ ฉบับที่ 732 ,วันที่ 5 มิถุนายน 2549...โดย นายเมียงเหนือ
|
|
![]() |
|