กลับไป sathai โฮมเพจ

สวนอนุรักษ์ธรรมชาติรัชเวทย์....200 ปี แห่งการอนุรักษ์

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

วันที่ฝนโปรยปรายลงมาไม่ขาดสาย ฉันมีนัดต้องเดินทางลงไปภาคใต้ เพื่อเยี่ยมชมสวนแห่งหนึ่งซึ่งมีคนบอกมาว่ามีอายุยาวนานมากกว่า 200 ปี และที่สำคัญสวนแห่งนี้เป็นสวนที่อยู่ในเมืองเสียด้วย ฟังแค่นี้ฉันก็ไม่รอช้าเก็บข้าวข้องใส่เป้ สะพายกล้องตัวเก่ง แล้วก็ออกเดินทาง

ฉันเดินทางไปถึงที่หมายเมื่อเวลาบ่ายแก่ๆ แต่ท้องฟ้ากลับมืดครึ้มไปด้วยเมฆฝน คุณลุงสำเริง รัชเวทย์ เจ้าของสวนคนปัจจุบันยืนรออยู่แล้วด้วยใบหน้าเปื้อนยิ้ม ฉันยกมือไหว้และเดินเข้าไปยังบ้านหลังน้อยของคุณลุงและแอบชื่นชนอยู่ในใจว่าบ้านของคุณลุงช่างน่าอยู่และสะอาดสะอ้านเสียเหลือเกิน
หลังจากทักทายกันพอสมควร ฉันก็ไม่รอช้ารีบชวนคุณลุงพูดคุยถึงสวนแห่งนี้ ซึ่งก็ดูเหมือนว่าคุณลุงรอที่จะเล่าให้ฉันฟังอยู่แล้ว เรื่องราวต่างๆ จึงได้พรั่งพรูออกมา....

คุณลุงเริ่มต้นกล่าวถึงอดีตที่ผ่านมาด้วยความภาคภูมิใจว่าสวนแห่งนี้เป็นมรดกสืบทอดกันมาตั้งแต่สมัยรัชกาลที่ 2 รุ่นคุณทวด ซึ่งมีราชทินนามว่า “ขุนสวัสดิ์” นับเป็นรุ่นแรก ต่อมาผู้รับช่วงรุ่นที่ 2 คือ คุณตาว่อง
ว่องสวัสดิ์ ซึ่งมีราชทินนามว่า “ขุนสุนทรเทพ” ต่อมาในรุ่นที่ 3 คือ คุณพ่อรวย-คุณแม่นูน รัชเวทย์ มาจนถึงปัจจุบันก็ดูแลโดยคุณลุงสำเริง นับเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว ซึ่งถ้านับรวมอายุของสวนแห่งนี้ก็ได้มากกว่า 200 ปี

ลักษณะของสวนจัดให้มีการปลูกต้นไม้หลายๆ ชนิดรวมกันในพื้นที่ทั้ง 30 ไร่ โดยไม่มีการแบ่งเขตการปลูก ต้นไม้หลักที่ปลูกมีหลายชนิด เช่น ทุเรียนพันธุ์พื้นบ้าน มังคุด เงาะพันธุ์พื้นบ้าน ลางสาด หมาก มะพร้าว จันทร์เทศ สะตอ ลูกเนียง ละมุด มะมุด จำปา ขนุน มะไฟ กล้วยหลายพันธุ์ ไผ่หลายชนิด และพืชผักสวนครัวชนิดต่างๆ เช่น ขิง ข่า ตะไคร้ มะกรูด มะนาว ตำลึง ผักเหลียง ยอง กระชาย กระถิน พริก ผักปรัง กะเพรา ขมิ้น นอกจากนี้ยังปลูกพืชสมุนไพรหลายชนิด เช่น ทองพันชั่ง ฟ้าทะลายโจร ว่านสบู่เลือด หนุมานประสานกาย อัญชัน ว่านธรณีสาร กระทือ ไหล เสลดพังพอน ชุมเห็ดเทศ และจำพวกเฟิร์นต่างๆ เช่น เฟิร์นข้าหลวงหลังลาย เฟิร์นกนกนาคราช เฟิร์นกูดน้ำ เป็นต้น ทั้งนี้ต้นไม้ที่มีอายุประมาณ 200 ปี ก็ยังมีให้เห็นในปัจจุบัน เช่น ต้นทุเรียนบ้าน มังคุด เงาะบ้าน เป็นต้น

การบำรุงรักษาสวนอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ปราศจากการใช้ปุ๋ยเคมีเพื่อเร่งการเจริญเติบโตของต้นไม้ และไม่ใช้สารเคมีจำกัดศัตรูพืชอย่างสิ้นเชิง การบำรุงดินทำโดยเลี้ยงหญ้าคลุมดินไว้เพื่อให้ดินมีความชุ่มชื้นตลอดทั้งปี ส่วนปุ๋ยที่ใช้ก็เป็นปุ๋ยจากธรรมชาติ กล่าวคือใช้ใบไม้และซากพืชที่ทับถมตลอดปีให้เป็นปุ๋ย และให้นกชนิดต่างๆ รวมทั้งกระรอก กระแต คอยจับกินหนอนและแมลงที่เป็นศัตรูกับดอกผล ยกเว้นวัชพืชบางชนิดที่รบกวนเกี่ยวพันกับต้นไม้ก็จะมีการตัดทำลายเป็นระยะ

“ธรรมชาติมันสมบูรณ์ด้วยตัวมันเองนอกจากให้ผลิตผลแล้ว ธรรมชาติยังเป็นแหล่งความรู้ แหล่งยารักษาโรค และให้ความเพลิดเพลินจรรโลงใจแก่เราตลอดเวลา แต่กระแสเคมีที่เกิดขึ้นในปัจจุบันเป็นเรื่องที่น่าเป็นห่วงอย่างยิ่ง”


คุณลุงยังกล่าวถึงเรื่องราวในอดีตว่าเติบโตมาในสภาพของสวนอนุรักษ์แห่งนี้ ได้มองเห็นและรับรู้มาว่า พ่อ แม่ ปู่ ย่า ตา ทวด ได้บำรุงรักษาสวนแห่งนี้มาด้วยคุณธรรมและจิตสำนึก ได้สร้างความเป็นปึกแผ่น เลี้ยงดูบุตรหลานมาอย่างมีความสุข บุตรหลานทุกคนในครอบครัวได้รับการศึกษาทั่วถึงกัน จากรายได้ของสวนแห่งนี้โดยไม่ต้องเบียดเบียนทำลายสิ่งแวดล้อม ต้นไม้ พืช สัตว์ พื้นดินอันเป็นต้นทุนการผลิตที่สำคัญทางเศรษฐศาสตร์ซึ่งเราถือเป็นสิ่งผูกพันรักใคร่ หวงแหนยิ่งในชีวิตของเรา จึงได้ตั้งเจตนารมณ์เอาไว้ว่าจะเป็นผู้สานต่องานอนุรักษ์ธรรมชาติแห่งนี้เอาไว้จนตลอดช่วงชีวิต

“ยุคแรกๆ ที่ปู่ ย่า ตา ทวด ทำมาคือยึดหลักการลดต้นทุนและต้องพึ่งตนเองได้ เขาจะเชื่อเรื่องทรัพย์ในดินสินในน้ำ ไม่ไปแทรกแซงธรรมชาติแล้วธรรมชาติจะตอบแทนเราเอง”

เป็นคำกล่าวของลุงสำเริงในช่วงที่ฉันไปเดินชมสวนกับคุณลุง นอกจากนี้คุณลุงยังมีความเชื่อมั่นในการอนุรักษ์เชิงนามธรรมไม่น้อยไปกว่าการอนุรักษ์ที่เป็นรูปธรรม...

“คนโบราณที่ทำการเกษตรมานั้นเขาถือว่าดินเป็นต้นทุนสำคัญอันแรก เขาจะต้องรักดินที่สุดถนอมรักษาโดยใช้ปุ๋ยธรรมชาติที่เกิดจากการทับถมของใบไม้ ทำให้ดินมีอินทรีย์สารและจุลินทรีย์มากมาย”

“พูดถึงป่าไม้หรือที่ไหนที่อุดมสมบูรณ์ ที่นั้นมันจะเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์จะมีเทวดาอารักษ์สิงสถิตอยู่ มีความเป็นมงคล มีชีวิต มีลมหายใจ ดังนั้นป่าไม่ใช่มีเพียงชีวิตแต่จะมีจิตใจด้วย เชื่อได้เลย และจะส่งอนุภาพฉายมาให้ผู้ที่อาศัยอยู่ให้คุณให้โทษได้ ถ้าเราทำแต่ความดีธรรมชาติก็จะตอบแทนเราให้คุณแก่เราปกป้องลูกหลานของเราให้เจอแต่ความสุข”

ระหว่างการเดินชมสวนคุณลุงจะคอยย้ำเตือนกับฉันบ่อยๆ ว่าสิ่งที่เราทำให้ธรรมชาติได้นั้นไม่ต้องมีอะไรมากเลยแค่เราไม่ไปรบกวนเขา ไม่เอาสารเคมีเข้าไปปนเปื้อน ก็เป็นการตอบแทนบุญคุณแก่ธรรมชาติได้แล้ว

เมื่อฉันสอบถามถึงสภาวะทางเศรษฐกิจของครอบครัวคุณลุงว่าเป็นอย่างไร คุณลุงก็ได้อธิบายด้วยรอยยิ้มว่าต้นทุนในการบริหารสวนส่วนใหญ่เป็นค่าจ้างแรงงานตัดหญ้าและเก็บเกี่ยวตามฤดูของผลผลิต รวมถึงค่าจ้างปลูกซ่อมแซมต้นไม้ที่ล้มตายหรือเสียหายจากภัยธรรมชาติ ในขณะที่รายได้ของสวนนั้น เนื่องจากอาศัยธรรมชาติเป็นหลัก ไม่ใช้ปุ๋ยเคมีประกอบกับต้นไม้มีอายุมาก การเก็บเกี่ยวจึงได้ผลน้อย แต่จากการที่ใช้ต้นทุนไม่มากประกอบกับมีรายได้อย่างสม่ำเสมอ เช่น รายได้รายวันก็ได้จากจันทร์เทศ ถ้าขยันเก็บก็ได้เป็นรายวัน ส่วนรายได้รายเดือนก็เป็นหมาก มะพร้าว และรายได้รายปีก็เป็นพวกมังคุด ลางสาด สะตอ แล้วแต่ฤดูกาล ฉะนั้นเมื่อหักค่าใช้จ่ายแล้วจึงเหลือเป็นกำไรในทุกๆ ปีเก็บไว้เป็นทุนการศึกษาแก่บุตรหลานโดยไม่เป็นหนี้สิน อีกทั้งยังได้รับความพึงพอใจจากการช่วยอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมอีกทางหนึ่งด้วย

“การสร้างฐานะความเป็นปึกแผ่นให้กับตนเองและครอบครัว แต่ต้องทำลายเบียดเบียนสิ่งอื่นโดยการรู้เท่าไม่ถึงการณ์หรือไม่ก็ตาม เช่น การใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี สารกำจัดศัตรูพืช ล้วนเป็นสิ่งที่น่าวิตกและน่าเป็นห่วงอย่ามาก”

เมื่อเดินมาจนเหนื่อยฉันก็กลับมานั่งคุยกับคุณลุงต่อที่บ้านพักและสอบถามถึงแนวคิดในการทำงาน ซึ่งคุณลุงบอกกับฉันว่าการอนุรักษ์ในความหมายของคุณลุง คือ การใช้ทรัพยากรที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดในระยะยาวเพื่อคนจำนวนมากที่สุด ดังนั้นในอนาคตเราต้องช่วยกันสร้างจิตสำนึกให้คนรุ่นหลังรู้ว่าการอนุรักษ์มันสำคัญอย่างไร ตัวลุงเองนั้นถ้ามีโอกาสเมื่อไหร่ก็อยากที่จะเผยแพร่ความคิดเหล่านี้ให้คนรับรู้ให้มากที่สุด

ฉันถามลุงไปว่าแล้วอนาคตใครจะมาช่วยดูแลสวนแห่งนี้ ลุงกล่าวด้วยความภาคภูมิใจว่าตัวเองมีลูกที่กำลังศึกษาอยู่ซึ่งได้แสดงความตั้งใจว่าจะดำเนินงานสานต่องานอนุรักษ์นี้ต่อไป โดยจะไม่เปลี่ยนทิศทางให้ผิดเพี้ยนไปจากที่บรรพบุรุษได้กระทำเอาไว้ในอดีตและปัจจุบันแต่อย่างใด ฉันฟังแล้วก็อดรู้สึกดีใจไม่ได้ที่สวนแห่งนี้จะคงอยู่เพื่อเป็นแหล่งเรียนรู้ของสังคมต่อไปได้

ก่อนที่ฉันจะขอตัวกลับคุณลุงก็ใจดียกผลผลิตจากสวนมาให้ฉันลิ้มรส เป็นผลจันทร์เทศที่นำมาแปรรูปในรูปแบบต่างๆ ทั้งเชื่อมทั้งแช่อิ่ม เห็นแล้วทำเอาฉันลืมกลับบ้านไปเลย นั่งก้มหน้าก้มตาพิสูจน์รสชาติเป็นการใหญ่ ซึ่งคุณลุงบอกฉันว่าจันทร์เทศนี้มีต้นกำเนิดมาจากประเทศอินโดนีเซีย และเป็นต้นไม้ที่มีบทบาทสูงมากในสวนของลุง เพราะเป็นรายได้ประจำวัน และผลของมันสามารถนำมาใช้ได้หลากหลาย ทั้งส่วนที่เป็นตัวผล ส่วนที่เป็นดอกจันทร์เทศ (ส่วนของรกหุ้มเมล็ดมีลักษณะคล้ายร่างแหสีแดงสดและรัดติดแน่นอยู่กับเมล็ด) และส่วนที่เป็นลูกจันทร์เทศ (ส่วนของเมล็ดที่มีเปลือกแข็งสีน้ำตาลรูปร่างยาวรี) ฉันฟังไปก็ได้แต่พยักหน้ารับรู้ เพราะกำลังชิมผลจันทร์เทศเป็นการใหญ่

กลับจากการเดินทางเที่ยวนี้ฉันรู้สึกประทับใจในความมุ่งมั่นของลุงสำเริงที่ต้องการอนุรักษ์ธรรมชาติทั้งในทางรูปธรรมและนามธรรม และนึกถึงคำพูดคุณลุงที่ว่า

“ธรรมชาติมันมีแต่ให้เราอย่างเดียว ดังนั้นเราต้องรู้คุณธรรมชาติ ต้องตอบแทนเขาบ้าง ไม่ใช่เอาแต่ได้เพียงอย่างเดียว”

นั่นสิ..หากคนเราส่วนใหญ่มีความคิดเช่นเดียวกับคุณลุง โลกใบนี้คงน่าอยู่ไม่น้อย


หมายเหตุ :
สวนอนุรักษ์ธรรมชาติรัชเวทย์ (สวน 200 ปี) ตั้งอยู่ที่ถนนหลังสวน หมู่ที่ 11 ต.แหลมทราย อ.หลังสวน จ.ชุมพร จากริมฝั่งแม่น้ำหลังสวนระยะทาง 200 เมตร จาก อ.หลังสวนระยะทาง 2 กม.
เบอร์ติดต่อ 077-544467