กลับไป sathai โฮมเพจ

มองเกษตรกรรมยั่งยืนผ่านประสบการณ์ชุมชน
“ห้วยหินลาดใน”

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

ไร่หมุนเวียน...เกษตรกรรมยั่งยืนที่รอคนเข้าใจ


บนถนนหลวงลาดยาง หมายเลข 1055 ของจังหวัดเชียงราย คณะของเราเดินทางมาด้วยความมุ่งหมายที่แตกต่าง สำหรับผู้เขียนแล้วไม่ได้มุ่งหวังอะไรมากกว่าไปกว่าการได้ไปเยี่ยมชมสถานที่ที่เขาร่ำลือกันว่ามีความบริสุทธิ์สวยงามและคงความเป็นชุมชนท้องถิ่นได้เป็นอย่างดี และเมื่อถึงหลักกิโลเมตรที่ 25 ความคิดของผู้เขียนมีอันต้องหยุดชะงักลงเมื่อรถหักเลี้ยวกะทันหันทิ้งถนนหลวงลาดยางไว้เบื้องหลัง เส้นทางต่อจากนี้ไปเป็นทางลูกรังที่ทอดผ่านป่าสองข้างทางอันอุดมสมบูรณ์ บางต้นมีป้ายชื่อและผ้าเหลืองโอบรัดไว้ ความคิดที่สับสนในใจเริ่มสงบลง หมู่บ้านในหมู่ไม้ค่อยๆ ปรากฏต่อสายตา หมู่บ้านซึ่งเป็นเป้าหมายการเดินทางของพวกเราในครั้งนี้ “หมู่บ้านห้วยหินลาดใน”

เรื่องเล่าขานของบ้านห้วยหินลาดใน

คำว่า “ห้วยหินลาดใน” เป็นการเรียกชื่อตามลักษณะของลำห้วยที่เป็นหินลาดลงมาตามห้วย หมู่บ้านแห่งนี้เป็นถิ่นที่อยู่อาศัยของชนเผ่าปกาเกอญอมาอย่างยาวนานไม่ต่ำกว่า 100 ปีมาแล้ว

กล่าวถึงบรรพบุรุษผู้ก่อตั้งชุมชนแห่งนี้ มีการเล่ากันว่า คือ นายสุกา ปะปะ ชาวปกาเกอญอที่อพยพมาจากอำเภอแม่แจ่ม จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อครั้งเติบโตเป็นหนุ่มก็ได้เดินทางมาที่บ้านป่าแป๋ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ จนได้พบรักกับหญิงสาวปกาเกอญอด้วยกัน ชื่อนางนอ ได้แต่งงานและมีบุตรด้วยกัน จากนั้นได้พาครอบครัวและญาติพี่น้อง 3 ครอบครัวเดินทางเข้ามาตั้งรกรากอยู่ที่บ้านแม่ฉางข้าว (บ้านห้วยทรายขาว) อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย จนกระทั่งมีครอบครัวและสืบทอดลูกหลานเพิ่มขึ้นจนเป็น 30 หลังคาเรือน และได้มีการแยกย้ายครอบครัวกันไปหาที่ทำกินใหม่ ซึ่งส่วนหนึ่งได้เข้ามาอยู่อาศัยในเขตของห้วยหินลาดในจวบจนถึงปัจจุบัน

ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน เป็นชุมชนชาวปกาเกอญอที่ดำรงวิถีชีวิตอย่างเข้มแข็งด้วยวัฒนธรรมประเพณีของชนเผ่าซึ่งได้มีการสืบทอดมาแต่บรรพชน มีความสามารถในการนำความเชื่อ พิธีกรรมและวัฒนธรรมเหล่านี้มาประยุกต์ใช้กับการดูแลรักษาป่า รวมทั้งมีภูมิปัญญาในการสร้างสรรค์องค์ความรู้และเครื่องมือเครื่องใช้ ให้สอดคล้องและกลมกลืนกับวิธีธรรมชาติ สังเกตได้จากแต่ละบ้านจะมีอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันที่ทำจากวัสดุธรรมชาติไว้ตามจุดต่างๆ ภายในบ้านและบริเวณรอบๆ บ้านตามประเภทการใช้งาน นับเป็นชุมชนที่มีศักยภาพ แม้จะมีประชากรเพียงร้อยกว่าคน หากสามารถดูแลผืนป่าได้มากถึง 10,000 ไร่ ขณะที่ป่าโดยรอบถูกทำลายลงไป

ในเรื่องของอุปกรณ์เครื่องใช้ในชีวิตประจำวันนั้น ผู้เขียนเองได้ไปเห็นมาแล้วต้องบอกว่าทึ่งในภูมิปัญญาเหล่านี้มาก ตัวอย่างเช่นแก้วน้ำของแต่ละบ้านมักทำจากกระบอกไม้ไผ่ตัดให้ได้ขนาดพอเหมาะ ทำให้เวลานั่งจิบน้ำชาร้อนๆ จากแก้วเหล่านี้ คนถือแก้วก็ไม่ร้อนมือ น้ำชาก็รักษาความร้อนได้นาน แถมได้บรรยากาศที่ใกล้ชิดธรรมชาติมาก ซึ่งหากคิดให้ลึกลงไปแล้วบางครั้งการใช้แก้วน้ำที่ทำจากกระบอกไม้ไผ่มันอาจแฝงไปด้วยแง่มุมที่ชวนคิด ไม่ว่าจะเป็นการดำรงอยู่ร่วมกับธรรมชาติ การใช้สิ่งของที่สามารถพึ่งพาตนเอง และสะท้อนวิถีแห่งสมถะ

เหนือสิ่งอื่นใดชุมชนบ้านห้วยหินลาดในเป็นชุมชนที่เป็นแบบอย่างของการดำรงวิถีการเกษตรยั่งยืนในรูปแบบไร่หมุนเวียนที่ผสมกลมกลืนกับระบบนาและสวนผสมผสานได้อย่างสมดุล ทุกวันนี้หากใครมีโอกาสได้ไปเยี่ยมเยือนชุมชนแห่งนี้จะสามารถเข้าใจได้อย่างถ่องแท้ว่าคนอยู่กับป่าได้อย่างไร และระบบไร่หมุนเวียนมันแตกต่างจากไร่เลือนลอยเพียงใด

ระบบไร่หมุนเวียน : ระบบเกษตรกรรมที่ยั่งยืน

“ธรรมชาติคือธรรมชาติ ไม่ใช่เอาธรรมชาติไปเปลี่ยนเป็นอย่างอื่น เช่น สนับสนุนให้ปลูกพืชเชิงเดี่ยว ปลูกต้นหนึ่งแต่ตัดต้นไม้เป็นสิบต้น”

“ป่าไม้และพื้นดินธรรมชาติได้สร้างไว้ ทำไมคนเอามาขายได้ ผมไปเดินธรรมชาติยาตราเห็นป้ายประกาศขายที่นา 20,000 ไร่ ก็แปลกใจว่าทำไมคนนี้เก่งจังเลย ดินไม่มีใครสร้างมาได้นะ แต่ทำไมต้องขาย ถ้าขายรถยนต์มันว่าไปอย่าง ขายได้เลย แต่อะไรที่ธรรมชาติสร้างมาไม่น่าจะขายได้
บรรพบุรุษสืบทอดกันมาไม่น่าจะมาขายกัน เราอยากให้ป่าหรือที่ดินเป็นของชุมชนนั้นๆ มากกว่า”


คำบอกเล่าข้างต้นเป็นการสะท้อนให้เห็นถึงวิธีการคิดและดำเนินชีวิตของชาวปกาเกอญอ สำหรับพวกเขาแล้วการดำรงวิถีแห่งสันโดษ ใช้ชีวิตอย่างพอเพียงและการอยู่อย่างเคารพธรรมชาติ เป็นสิ่งที่ยึดถือปฏิบัติมาช้านาน ซึ่งได้แสดงออกมาด้วยภูมิปัญญาที่หลากหลายรูปแบบ โดยเฉพาะอย่างยิ่งภูมิปัญญาเกี่ยวกับการทำเกษตรกรรม

สำหรับการทำไร่หมุนเวียนนับเป็นภูมิปัญญาทางการเกษตรกรรมที่สอดคล้องกับวิถีธรรมชาติ ภูมิประเทศ ภูมิอากาศ และข้อจำกัดด้านต่างๆ ของชุมชน และไม่น่าแปลกใจที่คนภายนอกจะมองไร่หมุนเวียนเป็นจำเลยของสังคมว่าทำลายป่าไม้ เพราะลักษณะที่เห็นโดยทั่วไปคือสภาพป่าที่ถูกถากถางมาเป็นไร่ สำหรับคนที่ขาดความเข้าใจก็พร้อมที่จะเชื่อว่านี้คือการตัดไม้ทำลายป่า แต่ในความเป็นจริงหาได้เป็นเช่นนั้นไม่ สภาพที่เราเห็นว่าเป็นป่าโล่งเตียนเป็นแค่เพียงส่วนหนึ่งอันน้อยนิดเมื่อเทียบกับสภาพป่าที่ถูกดำรงรักษาไว้ ไม่พักต้องพูดถึงว่าการโล่งเตียนของป่าที่เห็นจะทำให้เกิดต้นไม้เติบโตในอนาคตอย่างมากมาย

สำหรับชาวบ้านห้วยหินลาดใน การทำไร่หมุนเวียนมีขั้นนตอนต่างๆ ตั้งแต่การเลือกพื้นที่ไร่จากพื้นที่ที่ปล่อยพักไว้หรือที่เรียกว่าไร่เหล่า (ไร่ซาก) ซึ่งเป็นพื้นที่ที่คนในชุมชนจะรับรู้ร่วมกันว่าอยู่ตรงจุดไหนและถูกปล่อยให้พักตัวมาแล้วกี่ปี ทั้งนี้ชาวปกาเกอญอในปัจจุบันจะไม่เปิดพื้นที่ใหม่ มีแต่จะลดขนาดพื้นที่การเพาะปลูกลง (ซึ่งสอดคล้องกับแรงงานในครัวเรือนที่ลดน้อยลงไปทุกที) และยังคงรักษาระยะเวลาการหมุนเวียนให้อยู่ระหว่าง 5-10 ปี ตามความเหมาะสม ซึ่งการเลือกพื้นที่ในการทำไร่แต่ละปีจะถูกกำหนดร่วมกัน โดยมีผู้อาวุโสของชุมชนเป็นคนให้คำแนะนำ

เมื่อได้เลือกไร่เหล่าได้ตามความต้องการแล้ว ชาวปกาเกอญอจะเริ่มดำเนินการฟันและถางไร่ (จะอยู่ในช่วงเดือนกุมภาพันธ์ของทุกปี) จากนั้นจะตากไร่ด้วยแสงอาทิตย์ เพื่อให้ตันไม้และตอไม้แห้งสนิท พร้อมกับทำแนวกันไฟรอบพื้นที่ไร่ (ช่วงเดือนมีนาคม) และมาถึงขั้นตอนสำคัญคือการเผาไร่ ซึ่งจะดำเนินการในช่วงเดือนเมษายน ในขั้นตอนนี้เป็นงานสำคัญของทุกคนในชุมชน ทุกคนจะมาช่วยกันเผาไร่ วันหนึ่งๆ จึงมักเผาไร่ได้เพียงแปลงเดียวเท่านั้น โดยจะต้องเลือกวันที่เหมาะสม คือมีแดดจัด ฟ้าสว่าง ลมพัดสม่ำเสมอ ซึ่งการเผาไร่ของชาวปกาเกอญอจะมีวิธีไม่ให้ไฟไม่ลุกลามออกไปนอกพื้นที่กันไฟ นับเป็นภูมิปัญญาชุมชนอย่างหนึ่ง นอกจากนี้ก่อนเผาไร่จะมีการตะโกนไล่สัตว์ป่าที่ออกหากินอยู่ในไร่ให้รู้ตัวและหลบออกไปได้

หลังจากการเผาไร่ผ่านพ้นไป ชาวบ้านห้วยหินลาดในจะลงมือปลูกเผือก มัน ข้าวโพด และทำความสะอาดไร่ พร้อมๆ กับลงมือทำกระท่อมในบริเวณไร่ จากนั้นก็จะเข้าสู่ขั้นตอนการถางหญ้าไร่ เพื่อปลูกข้าวไร่ ซึ่งในขั้นตอนนี้จะมีพิธีกรรมต่างๆ เข้ามาเกี่ยวข้องตลอดช่วงจนกระทั่งการเก็บเกี่ยว โดยสามารถสรุปการทำไร่หมุนเวียนของห้วยหินลาดในได้ดังแผนภาพต่อไปนี้





การทำไร่หมุนเวียนเป็นการแสดงออกถึงการดำรงชีวิตที่สอดคล้องกับธรรมชาติอย่างแท้จริง การเพาะปลูกในไร่ไม่ได้มีเพียงข้าวเท่านั้น หากแต่ผสมกลมกลืนกับพืชชนิดอื่นๆ มากมาย ไม่ว่าจะเป็น เผือก มัน ข้าวโพด งา มะเขือ ผักกาด ฟักทอง พริก ดอกไม้หลากหลายชนิด ฯลฯ โดยพืชพันธุ์ที่ปลูกมีไว้เป็นอาหารทั้งของคนและสัตว์ที่อยู่อาศัยอย่างเอื้ออาทรกัน และพืชพันธุ์เหล่านี้ก็มีการเก็บรักษาพันธุ์ไว้โดยชุมชนเอง ซึ่งมักเป็นบทบาทของผู้หญิงชาวปกาเกอญอเป็นสำคัญ

สิ่งที่สำคัญของการทำไร่หมุนเวียนคือ ระยะเวลาหรือรอบของการหมุนเวียนกลับมาใหม่ เนื่องจากรอบที่เหมาะสมจะทำให้ธรรมชาติมีการฟื้นตัวและมีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก แต่ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือการที่ผู้มีส่วนเกี่ยวข้องในการจัดการโดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐมักเน้นให้การทำไร่หมุนเวียนลดรอบลงและบังคับให้ใช้พื้นที่อย่างจำกัด โดยอาจไม่เข้าใจว่าการกระทำดังกล่าวจะนำไปสู่ปัญหาอื่นๆ ตามมามากมาย

คำถามก็คือรอบของการหมุนเวียนมีความสำคัญอย่างไร? คำตอบสามารถพิจารณาได้จากงานศึกษาของ
วราลักษณ์ อิทธิพลโอฬาร (2541) ที่อธิบายไว้ว่า คนปกาเกอญอจะแยกพื้นที่ไร่หมุนเวียนตามลักษณะของพื้นที่ กล่าวคือ พื้นที่ที่กำลังทำการผลิตเรียกว่า “คึร์” พื้นที่ไร่ซากที่ถูกพักทิ้งการผลิตไว้ 1-2 ปีเรียกว่า “ฉกี่วา” พื้นที่ไร่ซากที่ถูกพักทิ้ง 3-4 ปี เรียกว่า “ฉกี่เบาะ” หากถูกพักไว้ 5-6 ปี เรียกว่า “ฉกี่เยาะโปล่” และพื้นที่ที่พักไว้นานกว่า 7 ปีขึ้นไปจะเรียกว่า “ดูหล่ะ”

ลักษณะของ “ฉกี่วา” ยังมีพืชที่สามารถให้ผลผลิตอยู่ เช่น มันสำปะหลัง พริก มะเขือ และสามารถนำไม้มาใช้ประโยชน์หรือทำเป็นฟืน อีกทั้งสัตว์เลี้ยงสามารถเข้าไปหากินในไร่ช่วงนี้ได้ ต้นไม้แต่ละต้นที่ถูกตัดจะเริ่มแตกกอแตกหน่อขยายออกไป 2-10 ต้น ซึ่งสำหรับ “ฉกี่วา” ในช่วงต้นๆ จะมีหญ้าชนิดหนึ่ง (หน่อเนอซี) ขึ้นมามากมายและจะเริ่มกลายเป็นต้นสาบเสือขึ้นมาแทนจนเต็มพื้นที่ ต่อมาเมื่อปล่อยไว้จนเป็น “ฉกี่เบาะ” การปรับตัวของพื้นที่จะมีสภาพเป็นป่ารกชัฏ ด้วยมีต้นสาบเสือและหญ้าชนิดหนึ่งที่เรียกว่าต่อหมื่อเกิดขึ้นมา ช่วงนี้สัตว์เลี้ยงไม่สามารถเข้าไปได้เลย แต่จะเป็นที่อยู่อาศัยและหากินของของสัตว์ป่าแทน ส่วนต้นไม้ที่แตกหน่อก็ยังไม่โตเต็มที่จนกว่าจะกลายเป็น “ฉกี่เยาะโปล่” ซึ่งต้นไม้ที่เคยเป็นพุ่มจะเติบโตเป็นต้นสูงอย่างเห็นได้ชัดจนบดบังแสงอาทิตย์ทำให้ต้นสาบเสือและหญ้าต่อหมื่อตายไป ความรกชัฏจะเริ่มกลายเป็นป่าอ่อนที่กำลังฟื้นตัว ความอุดมสมบูรณ์กำลังกลับคืนมาจนกระทั่งเมื่อย่างเข้าปีที่ 7 จะกลายเป็น “ดูหล่ะ” ที่มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอต่อการทำไร่อีกครั้งหนึ่ง

จากลักษณะการปรับตัวของไร่ดังกล่าว จึงเห็นได้อย่างชัดเจนว่าการถูกบังคับให้ลดรอบลง นอกจากทำให้ดินไม่มีความอุดมสมบูรณ์เพียงพอ ยังทำให้สภาพพื้นที่ไม่มีความเหมาะสมต่อการเพาะปลูก โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากถูกให้กลับมาทำไร่หมุนเวียนในช่วง “ฉกี่วา” หรือ “ฉกี่เบาะ” ก็จะต้องเจออุปสรรคสำคัญคือวัชพืชจำนวนมาก จนจำเป็นต้องหันมาพึ่งสารเคมี ไม่พักต้องพูดถึงแรงงานที่ต้องใช้มากขึ้นเป็นเท่าตัว ทำให้การหมุนเวียนแรงงานช่วยกันภายในชุมชนเป็นเรื่องลำบากเพราะต่างคนต่างก็ต้องการแรงงาน การว่าจ้างด้วยเงินจึงเป็นสิ่งที่ตามมา สิ่งเหล่านี้ล้วนกระทบต่อวิถีการผลิตของชุมชนอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

ดังนั้น ความเข้าใจต่อธรรมชาติของไร่หมุนเวียนจึงเป็นสิ่งสำคัญ โดยเฉพาะกับผู้ที่ต้องการเข้าไปบริหารจัดการ ด้วยหากมองไร่หมุนเวียนเป็นเพียงการผลิตพืช ก็คงตัดสินใจบนความเชื่อที่ผิดพลาด เน้นเพียงการลดระยะเวลาการหมุนเวียนเป็นสำคัญ แต่หากมองไร่หมุนเวียนอย่างผู้ที่อยู่อาศัยกับธรรมชาติก็จะเข้าใจว่าไร่หมุนเวียนไม่ใช่เพียงสถานที่สำหรับผลิตอาหารมาเลี้ยงมนุยษ์เท่านั้น แต่ไร่หมุนเวียนคือการเกื้อกูลกันระหว่างคน สิ่งมีชีวิตต่างๆ และธรรมชาติ กล่าวอีกนัยหนึ่ง “คึร์” เปรียบดังแหล่งอาหารอันหลากหลายที่หล่อเลี้ยงชีวิต “ฉกี่วา” คือแหล่งเลี้ยงสัตว์และเก็บไม้ไว้ใช้สอย “ฉกี่เบาะ” คือแหล่งขยายพันธุ์พืชและอาศัยหลบภัยของสัตว์ป่า และ “ฉกี่เยาะโปล่” คือต้นไม้ใหญ่แหล่งอาศัยและอาหารของนกป่านานาชนิด เป็นวงจรที่เกื้อกูลกันอย่างสมดุล

สิ่งสะท้อนบนเรื่องราวของชาวดอย

การได้ไปใช้ชีวิตอยู่ร่วมกับชาวบ้านห้วยหินลาดในนั้น ทำให้ผู้เขียนได้รับรู้ถึงวิธีคิดและมุมมองต่อสภาพที่เป็นอยู่ในปัจจุบันของชุมชนได้เป็นอย่างดี อย่างที่กล่าวไว้ข้างต้นผู้เขียนเดินทางเข้าไปในหมู่บ้านด้วยความคิดแบบเดิม ที่ยังมองชาวดอยเป็นจำเลยของสังคม หลายคำถามที่กล่าวออกไปจึงคล้ายเป็นการค้นหาว่าความผิดอยู่ตรงจุดไหน ซึ่งเมื่อได้พูดคุยกันมากขึ้น ได้รับฟังเรื่องราวที่ถ่ายทอดออกมาจากประสบการณ์อันเคี่ยวกรำของพวกเขา ผู้เขียนจึงได้รู้ว่า กับบางคำถามนั้นคนที่ต้องตอบอาจไม่ใช่พวกเขา หากเป็นพวกเราเองที่ต้องหวนกลับมาคิดคำนึง

“ถ้าให้พวกผมทำนาก็ทำได้ นานั้นเมื่อปลูกแล้ว ปีต่อไปก็ไม่ต้องไปหาที่ใหม่ ที่ก็ถางไว้แล้ว ทำนาปีต่อไปก็ง่ายเข้า ปลูกก็เร็วขึ้นทุกปี แต่ไร่ไม่ใช่ ทำรอบใหม่ก็เท่านั้น ทำรอบใหม่ก็ต้องตัดไม้ต้นนั้นอยู่แหละ ทำใหม่อีกรอบก็ต้องตัดไม้อยู่แหละ ต้องตัดไม้ทุกปีๆ ทุกรอบต้องทำเหมือนกันทุกรอบ ต้องดูไฟ ต้องดูแลสิ่งแวดล้อมทุกปี แต่การไปไร่เป็นวิถีชีวิตของเรา ทำให้เราได้พูดคุยกันเรื่องปัญหาต่างๆ ตลอด กินข้าวกันก็ได้พูดคุยกันเหมือนการประชุม” เป็นคำบอกเล่าของพะตีชัยประเสริฐ โพคะ ชาวบ้านห้วยหินลาดในที่คอยถ่ายทอดบทเรียนและทำความเข้าใจกับคณะของเราตลอดช่วงเวลาที่อยู่ในหมู่บ้าน

พะตีชัยประเสริฐ ยังกล่าวอีกว่าทุกวันนี้คนดอยบางส่วนไม่คิดจะทำไร่หมุนเวียนกันแล้ว เพราะมันเหนื่อยที่ต้องถางไร่ทุกปี แล้วหันมาทำไร่ถาวรซึ่งเหนื่อยน้อยกว่าแต่ก็ต้องใช้ปุ๋ยใช้สารเคมีมากด้วย ยังไม่ต้องพูดถึงว่าหลายๆ คนถูกเจ้าหน้าที่ของรัฐเข้ามาหลอกว่าการทำไร่หมุนเวียนจะทำให้ออกเอกสารสิทธิ์ในที่ดินไม่ได้ ให้เปลี่ยนมาทำไร่ถาวรก่อนแล้วจะให้เอกสารสิทธิ์ ซึ่งจนถึงปัจจุบันก็ยังไม่เคยเห็นใครได้จริงๆ สักคน

“มีทางป่าไม้มาสนับสนุนบอกว่าถ้าทำอย่างหินลาดในจะไม่ได้เอกสารสิทธิ์ การส่องกล้องวัดทำโฉนดไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันก็ยังไม่มีใครได้เลย แต่ป่าเกลี้ยงหมดแล้ว มันโดนหลอกตรงนี้ไง คนที่หลงเชื่อก็มาพูดคุยให้ฟ้งว่า ถ้ายังคงทำแบบดังเดิมป่านนี้ก็สบายแล้ว มันไม่รู้ว่ามันเปิดป่าที ป่ามันหมดไป แต่เราไม่ได้รายชื่อ เรามีหนี้เพิ่มอีก เมื่อก่อนทำไร่ขายข้าว เดี๋ยวนี้ต้องมาซื้อขายและมีหนี้เป็นล้านทั้งหมู่บ้าน”

ในความเป็นจริงแล้วสำหรับชาวปกาเกอญอ เอกสารสิทธิ์ไม่มีมีความจำเป็นเลย พวกเขาต้องการเพียงแค่ให้ชุมชนมีโอกาสทำมาหากินบนวิถีชีวิตที่สืบทอดกันมา โดยไม่ต้องมาห่วงกังวลว่าวันใดจะถูกรัฐเข้ามาจับกุมหรือขับไล่ให้ออกจากพื้นที่ที่อยู่อาศัยกันมาอย่างยาวนาน ชาวปกาเกอญอมีความเชื่อว่าพื้นดินเป็นสิ่งที่มีชีวิตและจิตวิญญาณ เป็นผู้ให้แก่สรรพสิ่งทั้งหลาย ทั้งคน สัตว์และพืช และมนุษย์เป็นผู้เข้ามา “ขอใช้” มิใช่ “ครอบครอง” นั่นคือการไม่ครอบครองที่ดินจึงเป็นมโนทัศน์ที่มีความสำคัญยิ่งเพราะหมายถึง “การไม่ครอบครองธรรมชาติ” (ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี, 2539)

ยิ่งไปกว่านั้นบางคำบอกเล่าเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตของผู้คนในเมืองที่ไปเบียดเบียนผู้คนบนดอย ทำให้ผู้เขียนรับฟังอย่างสะท้อนใจ และหันกลับมาถามตัวเองว่าแท้จริงแล้วใครกันแน่ที่สมควรตกเป็นจำเลย ในช่วงหนึ่งพะตีชัยประเสริฐเล่าให้ฟังถึงเมื่อคราวไปเดินธรรมชาติยาตราผ่านจังหวัดสุพรรณบุรี ก็ได้ไปทะเลาะกับคนที่โน้น เพราะเขาบอกว่าพวกเขาไม่เกี่ยวกับชาวเขา ชาวเขาอยู่กับป่าก็ต้องไปเรียกร้องเอาเอง พะตีก็บอกไปว่าไม่เกี่ยวได้ยังไง ตราบใดที่คนยังหายใจอยู่ก็เกี่ยวกับป่า เวลาใช้น้ำก็เกี่ยวกับป่า อย่างแต่ก่อนจังหวัดสุพรรณบุรีมีป่าไม้เยอะแยะ พอหันมาปลูกข้าวก็ทำลายป่าไม้ของตัวเองลงไป ที่ดินก็เหมือนกันบรรพบุรุษรักษากันมาแต่กลับไปขายให้ชาวต่างชาติ เวลาฉีกกระดาษหนึ่งแผ่นมันก็ทำลายป่าไม้แล้ว ซึ่งคนบางคนไม่รู้เลย คิดว่ากระดาษมาจากไม้ยูคาลิปตัสซึ่งปลูกขึ้นได้ แต่หารู้ไม่ว่าไม้ยูคาลิปตัสนี้แหละทำลายป่ากว่าอะไร

“ชาวดอยถูกบีบคั้นสภาพความเป็นอยู่ ทำให้จำเป็นต้องตัดไม้ แต่ถามหน่อยที่ทำลายป่าเพราะความต้องการของคนเมืองหรือผู้มีเงินมากกว่า ถามว่าถ้าเอาเงินหมื่นมาจ้างนายอำเภอทำไร่เขาจะทำไม่ เขาก็ไม่ทำเพราะตัวเขาเองหาเงินได้มากกว่า เอาเงินแสนไปให้นายกมาตัดป่านายกก็ไม่ทำเพราะตัวเองรวยอยู่แล้ว แต่คนเหล่านี้เป็นต้นเหตุของการทำลายป่า คนยิ่งรวยยิ่งทำร้ายสิ่งแวดล้อมมาก”

ทุกวันนี้ชาวบ้านห้วยหินลาดในกำลังพยายามทำความเข้าใจกับผู้คนหลากหลายที่มีโอกาสเข้ามาแวะเวียน พยายามถ่ายทอดวิธีคิด ภูมิปัญญาและความเชื่อที่สืบทอดกันมาจากคนรุ่นก่อนๆ ให้ได้รับรู้ และก็ยังคงรักษาพิธีกรรมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินชีวิตไว้ ไม่ว่าจะเป็น พิธีแต่งงาน พิธีกรรมเลี้ยงผีปู่ย่า ผีเรือน ผีเหมืองฝาย ผีไร่ผีนา พิธีผูกขวัญมัดมือขึ้นปีใหม่ พิธีดูพื้นที่ไร่ พิธีกรรมหลื่อก่อ พิธีกรรมกินข้าวใหม่ พิธีกรรมต้มเหล้า หรือพิธีเรียกขวัญข้าว เป็นต้น โดยมีผู้อาวุโสที่คอยเป็นเหมือนคนดูแลหมู่บ้าน ช่วยให้คำแนะนำเกี่ยวกับการดำเนินชีวิตและการประกอบกิจกรรมต่างๆ เช่น เป็นคนคอยให้คำแนะนำว่าพื้นที่ไร่หมุนเวียนตรงไหนที่สามารถหมุนกลับมาทำการผลิตได้ พื้นที่ใดที่ต้องสงวนรักษาไว้ห้ามเข้าไปใช้ประโยชน์ แม้กระทั่งเป็นคนคอยแก้ปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชน

ผู้เขียนได้ถามถึงกฎระเบียบของชุมชนว่ามีจำนวนกี่ข้อจึงสามารถควบคุมให้ทุกคนอยู่อย่างเรียบร้อยได้ พะตีชัยประเสริฐ บอกผู้เขียนว่า “กฎหมายของปกาเกอญอมีเพียง 2 มาตราเท่านั้น คือ ถูกกับผิด ถูกก็คือทำแล้วไม่เสียก็ถูก ผิดคือทำแล้วเสียก็ผิด ไม่ว่าจะเป็นใครใหญ่โตแค่ไหนถ้าทำแล้วมันเสียก็เป็นความผิด” คำตอบที่ได้รับนี้สามารถสะท้อนวิธีคิดของพวกเขาได้อย่างชัดเจน

ความมั่นคงทางอาหาร : ความงดงามของชุมชน

สิ่งที่แสดงให้เห็นเป็นรูปธรรมว่าชุมชนมีความสามารถในการพึ่งพาตนเองก็คือการที่ชุมชนมีความมั่นคงทางอาหาร เนื่องจากวิถีการผลิตที่มีความสมดุลกับธรรมชาติทำให้ชุมชนมีทรัพยากรที่หลากหลายสามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ตลอดปี พูดง่ายๆ ว่าต่อให้พวกเขาไม่เงินสักบาทก็ไม่มีทางที่จะอดอาหาร ซึ่งตารางข้างล่างนี้แสดงให้เห็นตัวอย่างของความมั่นคงทางอาหารของชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน



อย่างไรก็ตาม ความมั่นคงทางอาหารเหล่านี้ไม่ได้ขึ้นอยู่กับความอุดมสมบูรณ์ของทรัพยากรเพียงอย่างเดียว หากต้องอยู่บนฐานของการบริโภคที่หลากหลายด้วย ถ้าชุมชนมีแต่ความฟุ้งเฟือ ไม่เลือกบริโภคอาหารที่ผลิตขึ้นเองได้ภายในชุมชน กลับไปบริโภคผลผลิตจากภายนอก ย่อมหมายถึงความสุ่มเสี่ยงต่อการสูญเสียความสามารถในการพึ่งพาตัวเองลงไป ซึ่งสิ่งนี้ชุมชนห้วยหินลาดในก็ได้พยายามรักษาความมั่นคงทางอาหารนี้ไว้ คณะของเราเองในตอนที่เข้าไปเยี่ยมไร่ของพวกเขา ก็ต้องกินอาหารอย่างที่พวกเขากินกัน ซึ่งก็คือสิ่งต่างๆ ที่สามารถหาได้จากไร่หมุนเวียนนั้นเอง ไม่ว่าจะเป็นพืชผักและผลไม้หลากหลายชนิด ทั้งนี้ผู้เขียนอยากจะบอกว่าอาหารมื้อนั้นมีรสชาติที่อร่อยไม่แพ้อาหารราคาแพงที่เคยกินในเมือง ถึงแม้รูปร่างหน้าตาจะไม่สวยงามเหมือนอาหารที่ผู้เขียนคุ้นเคย แต่มันก็เป็นการกระตุ้นเตือนให้หวนคิดได้ว่าบางอย่างในเมืองอาจล้นเกินไปด้วยสิ่งที่เป็นมายา

หลากหลายคำถามที่ถูกกล่าวขาน

อาจเป็นเพราะความไม่รู้หรือเพราะระบบการสื่อสารที่คลาดเคลื่อน ทำให้คนภายนอกมักมองชาวดอยเป็นต้นเหตุของการตัดไม้ทำลายป่า หรืออาจเป็นเพราะความห่างไกลจากความเจริญหรือข้อจำกัดทางด้านภาษา ที่ทำให้คนดอยมีโอกาสทำความเข้าใจกับคนภายนอกได้น้อย และจากความไม่เข้าใจเหล่านี้จึงเป็นต้นเหตุของการตั้งคำถามหลายๆ ข้อที่แสดงให้เห็นถึงความคิดและทัศนคติที่แตกต่าง ซึ่งถ้าได้พิจารณาคำถามเหล่านี้อย่างรอบด้านบางครั้งอาจทำให้สังคมเราไม่มองพวกเขาเป็นจำเลย

ชาวดอยทำไมต้องทำลายป่า?

หากพิจารณาคำถามนี้ด้วยใจเป็นกลาง ก็คงต้องถามกลับไปว่าการทำลายป่าในความหมายของคนถามคือประการใด การตัดไม้ใหญ่น้อยในบริเวณรอบบ้านเป็นการทำลายป่าหรือไม่ การสร้างสนามกอล์ฟหรือหมู่บ้านจัดสรรเกี่ยวกับป่าหรือไม่ หรือการที่ผู้คนใช้ทรัพยากรอย่างฟุ่มเฟือย นำผลผลิตจากป่ามาใช้สอยเพื่อสนองความต้องการด้านต่างๆ ไม่ได้เป็นต้นเหตุของการทำลายป่าอย่างนั้นหรือ แล้วเมื่อเทียบกับการที่ชาวดอยตัดโค่นไม้ลงเพื่อการยังชีพอย่างใดเป็นการทำลายป่ามากกว่ากัน ไม่พักต้องพูดถึงว่าการยังชีพของพวกเขาโดยแท้แล้วเป็นการอนุรักษ์ป่าและรักษาธรรมชาติมากกว่าที่เราเข้าใจ

ในกรณีการทำไร่หมุนเวียนของชาวปกาเกอญอ งานศึกษาของ วราลักษณ์ อิทธิพลโอฬาร (2541) ก็ได้แสดงไว้อย่างชัดเจนว่า การตัดไม้ของปกาเกอญอในการทำไร่จะเป็นในสองลักษณะ คือ การตัดเฉพาะกิ่งก้านของต้นไม้ หรือ การโค่นต้นไม้โดยเหลือตอไว้ในระดับเอว ซึ่งทั้งสองลักษณะไม่ได้ทำให้ต้นไม้ตาย แต่กลับจะทำให้ต้นไม้แตกกองอกหน่อออกมาเพิ่มเติมและเติบโตเป็นไม้ใหญ่ กลายเป็นการเพิ่มจำนวนต้นไม้ไปโดยปริยาย นอกจากนี้การทำไร่หมุนเวียนยังเป็นการรักษาสมดุลของธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการรักษาดินเพราะไม่มีการไถพรวนและมีการพักดินให้กลับมาอุดมสมบูรณ์ ไร่หมุนเวียนช่วยรักษาป่าเพราะชาวปกาเกอญอทำไร่เฉพาะในพื้นที่ป่าที่ชุมชนกำหนดไว้มีขอบเขตแน่นอนไม่รุกล้ำเข้าไปในป่าใหม่ ไร่หมุนเวียนช่วยรักษาน้ำและป่าต้นน้ำ ไร่หมุนเวียนช่วยดูแลป้องกันสัตว์ป่า รวมทั้งช่วยรักษาทรัพยากรพันธุกรรมพื้นบ้านเอาไว้ให้คงอยู่

ยกตัวอย่างกรณีการบวชป่าของชาวบ้านห้วยหินลาดใน แต่ดั้งเดิมนั้นเรียกว่า “หลืบป่า” ซึ่งทำเป็นประจำทุกปี เพียงแต่ทำภายในชุมชนไม่เผยแพร่ออกไปสู่ภายนอก จึงทำให้หลายคนไม่เข้าใจ จึงต้องมาทำพิธีบวชป่าเพื่อสื่อให้สังคมภายนอกร่วมรับรู้มากขึ้น เพราะถึงแม้ว่าชุมชนเองจะมีดำรงชีวิตอย่างพอเพียง มีการจัดการทุกอย่าง ไม่ว่าจะเรื่องยาเสพติด เรื่องควบคุมไฟป่า แต่สุดท้ายเจ้าหน้าที่รัฐหรือคนทั่วไปก็ยังไม่เข้าใจ

อย่างไรก็ตาม บางคนอาจโต้แย้งว่าคนดอยบางกลุ่มไม่ได้มีวิถีการผลิตที่เป็นไปในแนวทางเดียวกับชาวปกาเกอญอ โดยมักตัวอย่างไร่ฝิ่นของชาวม้ง ซึ่งในความเป็นจริงสำหรับคนม้งเองก็น้อยเนื้อต่ำใจที่ถูกมองว่าทำลายป่า เพราะฝิ่นที่ม้งปลูกก็เป็นการส่งเสริมที่มาจากรัฐ ส่วนในปัจจุบันการปลูกผักแปลงใหญ่ก็เป็นการส่งเสริมจากภาครัฐอีกเช่นกัน และในการส่งเสริมก็เอาทั้งปุ๋ยทั้งยาเข้ามาให้พร้อมกัน อีกทั้งถ้าลองพิจารณาอย่างถ่องแท้จริงจะเห็นได้ว่าผลผลิตที่ม้งปลูกถ้าออกมาหน้าตาไม่สวยงาม ผู้คนในเมืองก็ไม่ยอมซื้อ คำถามที่เกิดขึ้นก็คือหากให้ชาวม้งทำเกษตรอินทรีย์ ผลผลิตที่ได้ใครจะซื้อ ผู้บริโภคจะเข้าใจคนผลิตหรือ หรือถ้าเห็นไม่สวยหรือราคาไม่ถูกก็หันไปบริโภคสินค้าจากแหล่งอื่นๆ ที่หน้าตาสวยกว่าราคาถูกกว่าแทน โดยไม่สนใจว่าจะมาจากการผลิตแบบใด

ดังนั้น หากคิดว่าชาวดอยทำลายป่าไม้ ใช่หรือไม่ที่ว่าพวกเราก็ทำลายป่าไม่น้อยไปกว่ากัน ต่างกันเพียงว่าต้นไม้ที่ล้มอาจเกิดขึ้นโดยมือชาวดอย แต่ผลประโยชน์ของมันกลับมาอยู่ในมือของชาวเมือง

อีกหน่อยคนมากขึ้นที่ดินก็ไม่เพียงพอ สุดท้ายก็ทำลายป่าไม้จนได้?

กับคำถามลักษณะนี้ถ้าตอบแบบประชดประชัด ก็คงเป็นในทำนองที่ว่าแล้วคนในที่อื่นไม่ได้เพิ่มขึ้นหรืออย่างไร ซึ่งคนทุกคนที่เกิดและเติบโตก็ล้วนใช้ทรัพยากรธรรมชาติทั้งนั้นเพียงแต่มากน้อยแตกต่างกันไป จริงๆ แล้วปัญหาเรื่องการเพิ่มขึ้นของประชากรก็นับเป็นปัญหาสำคัญของเกือบทุกเรื่องในสังคม หากแต่คงไม่ได้เป็นปัจจัยเดียวที่ทำให้ปัญหาต่างๆ มีความรุนแรง โดย ปิ่นแก้ว เหลืองอร่าม (2539) ได้กล่าวถึงประเด็นนี้ไว้อย่างน่าสนใจว่า การวิเคราะห์ปัญหาเสถียรภาพในทางนิเวศน์ของระบบเกษตรดั้งเดิมในเขตป่าหรือเขตที่สูงด้วยทฤษฏีการเพิ่มขึ้นของประชากร มักเป็นที่นิยมในหมู่นักวิชาการ และถูกตั้งให้เป็นเงื่อนไขหลักของปัญหาความไม่มั่นคงของระบบเศรษฐกิจและระบบนิเวศน์ ซึ่งการมุ่งแต่ประเด็นการเพิ่มขึ้นของประชากรเพียงอย่างเดียวมีแนวโน้มที่จะก่อให้เกิดการด่วนสรุปและเสนอทางเลือกในการแก้ปัญหาที่ไม่สอดคล้องกับปัญหาที่แท้จริง ทั้งนี้ในความเป็นจริงประเด็นที่ควรนำมาพิจารณาควบคู่กันไปมีหลากหลายประการไม่ว่าจะเป็นเรื่องของการที่คนพื้นราบถูกผลักดันให้เข้ามาแย่งใช้ที่ดิน ความไม่เท่าเทียมในการถือครองที่ดิน ความสูญเสียอิสระในการกำหนดวิถีทางเศรษฐกิจของตนเองล้วนมีผลกระทบต่อระบบการเกษตร ยังไม่นับถึงว่าระบบความรู้แบบดั้งเดิมโดยตัวมันเองไม่ได้มีความล้าหลัง แต่ได้ถูกทำให้ล้าหลังด้วยระบบเศรษฐกิจแบบทุนและผลประโยชน์ของคนภายนอก

หากพิจารณาระบบไร่หมุนเวียนของชุมชนบ้านห้วยหินลาด จะพบว่าทุกวันนี้ใช้ระบบหมุนเวียนพื้นที่ปลูกหนึ่งแห่งในระยะเวลาประมาณ 7 ปี แต่ละแห่งมีขนาดพื้นที่ 4-5 ไร่ รวมแล้วใช้พื้นที่เพาะปลูกรวมเพียง 200 ไร่ เทียบกับพื้นที่ป่า 10,000 ไร่ที่ชุมชนได้ร่วมอนุรักษ์ไว้แล้ว ก็เป็นเพียงสัดส่วนที่น้อยมาก ในขณะที่แรงงานทำไร่หมุนเวียนกลับมีแนวโน้มที่จะลดลง ดังนั้นหากไม่มีการแทรกแซงจากนโยบายของรัฐภายนอกเพื่อให้ชุมชนต้องปรับเปลี่ยนวิถีการผลิตและระบบการใช้ที่ดิน เช่น การให้ปลูกไร่ถาวรหรือการปลูกพืชเชิงเดียว ก็เชื่อได้ว่าการทำลายป่าที่จะเกิดจากสาเหตุของประชากรที่เพิ่มมากขึ้นคงเป็นไปได้น้อยมาก สอดคล้องกับการศึกษาของ อานันท์ กาญจนพันธุ์ และคณะ (2547 อ้างถึงในอนุสรณ์ อุณโณ บรรณาธิการ, 2547) ที่พบว่าข้อกล่าวหาว่าการเพิ่มประชากรทำให้ชาวดอยบุกป่าเพิ่มขึ้น หรือ การทำไร่ทำให้เกิดการชะล้างพังทลายของหน้าดิน ล้วนเป็นมายาคติที่ปราศจากข้อมูลรองรับ แต่เกิดจากการพูดซ้ำๆ จนเข้าใจกันว่าเป็นความจริง การศึกษาดังกล่าวได้สำรวจข้อมูลจาก 11 หมู่บ้าน พบว่าช่วง 10 ปีที่ผ่านมา อัตราการเพิ่มประชากรเฉลี่ยร้อยละ 1.5 แต่อัตราการใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนลดลงร้อยละ 1 ชุมชนใช้ที่ดินทำไร่หมุนเวียนร้อยละ 1.8 ต่อปีของพื้นที่ทั้งหมู่บ้าน แต่มีพื้นที่ป่าที่ชุมชนอนุรักษ์ไว้มากกว่าร้อยละ 70 อีกทั้งพบว่าในแปลงตัวอย่างไร่หมุนเวียนมีอัตราการชะล้างพังทลายของหน้าดินเฉลี่ย 0.1 ตันต่อเฮกแตร์ต่อปี ขณะที่ในรายงานของกรมป่าไม้ระบุว่าในป่าดิบเขาธรรมชาติมีอัตราการชะล้างหน้าดินเฉลี่ยถึง 3 ตันต่อเฮกแตร์ต่อปี

การพัฒนาเข้ามา ความเจริญเข้ามา ความอยากมีอยากได้ก็จะทำให้ชาวดอยเปลี่ยนไปในที่สุด

สภาพปัญหาดังกล่าวต้องยอมรับว่าได้เกิดขึ้นจริงกับหลายชุมชน โดยเฉพาะชุมชนที่มีฐานรากทางวัฒนธรรมที่เลือนราง ขาดผู้นำที่เท่าทันกับความเปลี่ยนแปลงของสังคมภายนอก รวมถึงชาวชุมชนขาดความเชื่อมั่นในภูมิปัญญาของตนเอง ทำให้หลายหมู่บ้านที่ต้านทานกระแสพัฒนาไม่ไหว ต้องสูญเสียวิถีชีวิตดั้งเดิมไป แต่หากคิดกันให้ลึกซึ้งก็คงต้องถามกลับไปว่าสิ่งเหล่านี้เกิดจากความไม่เข้มแข็งของชุมชนเพียงอย่างเดียวเท่านั้นหรือ นโยบายการพัฒนาที่แปลกแยก การแสวงหาผลประโยชน์โดยกลุ่มคนที่มีอำนาจเงินตรา และกระแสโลกาภิวัตน์รวมถึงกระแสบริโภคนิยมที่ถาโถมเข้ามาอย่างหนักหน่วงไม่ได้เป็นสาเหตุของปัญหาหรืออย่างไร หากเปรียบชุมชนเป็นดอกไม้ที่ขึ้นอยู่บนเชิงเขารอต้านรับหินก้อนมหึมาที่กลิ้งลงเขามาด้วยความรุนแรง เช่นนี้แล้วมีหรือที่ดอกไม้จะต่อกรได้ แล้วพวกเราจะโทษว่าเป็นเพราะดอกไม้ไม่เข้มแข็งได้หรือ

สำหรับชุมชนห้วยหิดลาดในก็เผชิญแรงกดดันจากภายนอกไม่แตกต่างจากชุมชนอื่น เพียงแต่อาจเป็นเพราะการยึดมั่นในวิถีชีวิตที่อยู่บนพื้นฐานทางวัฒนธรรมและความเชื่อที่สืบทอดกันมา การพยายามทำความเข้าใจในกระแสความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น รวมถึงการที่ชุมชนมีความร่วมมือร่วมใจกันปกปักษ์รักษาศักดิ์ศรีของชุมชนให้คงอยู่ ทำให้ทุกวันนี้ชุมชนสามารถยืนหยัดต่อกระแสพัฒนาที่ถาโถมมาได้บ้าง ไม่ถึงกับพ่ายแพ้ไปเหมือนกันหลายๆ ชุมชนที่อยู่ใกล้เคียงกัน ซึ่ง พะตีชัยประเสริฐ ได้บอกเล่าให้ฟังว่าตอนนี้เหลือชุมชนที่เป็นแบบห้วยหินลาดในเพียงไม่กี่แห่งเท่านั้น บางส่วนที่เปลี่ยนไปก็เพราะถูกรัฐหลอกว่าถ้าทำแบบห้วยหินลาดในจะไม่ได้เอกสารสิทธิ์ บางส่วนก็ถูกนโยบายของรัฐ เช่น กองทุนหนึ่งล้านหรือกองทุนอื่นๆ เข้ามาทำให้ชาวบ้านเชื่อว่าการผลิตเพื่อขายเป็นทางออกของชุมชน

“คนเราทุกอย่างหลอกสิบคนก็หลอกได้ แต่หลอกตัวเองเราหลอกไม่ได้สักครั้งเลย เมื่อมีเงินมาเราก็ไม่รู้ว่าจะเอามาทำอะไร แต่บ้านอื่นพอได้เงินมาก็เอาไปปลูกข้าวโพด ที่ซื้อยา ขายเมล็ดก็มีพร้อมรับได้เลย ส่วนที่หินลานในนี้พอได้มาก็ถูกบังคับให้ใช้ ผู้ใหญ่บ้านเลยเอาไปปลูกข้าวโพดที่หินลาดนอก ตอนนี้ก็กลายเป็นมีหนี้มากขึ้น จากเดิมที่ไม่เคยมีหนี้ ปกติคนในบ้านนี้ไม่ค่อยมีหนี้ คนที่มีหนี้ก็เฉพาะคือคนที่ถูกบังคับให้ใช้กองทุน”

บทสรุป : ต้องเริ่มที่ความเข้าใจ

กว่า 100 ปี ที่ชนเผ่าปกาเกอญอ บ้านห้วยหินลาดใน ลงหลักปักฐาน ณ ดินแดนเงียบสงบท่ามกลางขุนเขา ดินอุดมด้วยมีลำน้ำห้วยหินลาด ชาวห้วยหินลาดในผ่านประสบการณ์ของความอุดมสมบูรณ์ของธรรมชาติตามวิถีการผลิตดั้งเดิม ผ่านการถูกบุกรุกทำลายจากสัมปทานไม้และการบุกรุกผืนป่าโดยบุคคลภายนอก ชาวห้วยหินลาดในจึงได้ข้อสรุปแล้วว่า ตนจะเลือกเอาประสบการณ์จากทิศทางใดในการดำเนินชีวิตของชุมชน จากวันที่อาสาเป็นผู้พิทักษ์ป่าในแนวทางของชนเผ่าปกาเกอญอ ชาวห้วยหินลาดในเพียง 100 ชีวิต ได้พิสูจน์แล้วว่า พื้นที่ป่า 10,000 ไร่ ไม่ใช่เรื่องใหญ่เกินไปที่ชุมชนเล็กๆ จะเข้ามาช่วยปกป้องไว้ได้ หากมีจิตสำนึกและแนวทางชัดเจนในการมีส่วนร่วม

ทุกวันนี้ชาวห้วยหินลาดในยังคงปลูกข้าว พืชผักพันธุ์พื้นเมืองตามฤดูกาลกว่า 30 ชนิด เพื่อบริโภคในครัวเรือน โดยใช้ระบบหมุนเวียนพื้นที่ปลูกหนึ่งแห่งในระยะเวลา 7 ปี แต่ละแห่งมีขนาด 4-5 ไร่ รวมแล้วใช้พื้นที่เพาะปลูกรวมเพียง 200 ไร่ ควบคู่ไปกับการปลูกพืชเศรษฐกิจ ได้แก่ ชา (เมี่ยง) พันธุ์พื้นเมืองที่ไม่ใช้สารเคมี ทำให้แต่ละครัวเรือนมีรายได้ในแต่ละปีไม่ต่ำกว่า 10,000 บาท และได้ใช้องค์ความรู้ในการประยุกต์เอาพืชพื้นบ้าน อย่างต้นกล้วยฤาษีซึ่งเป็นพลับท้องถิ่นมาเป็นต้นแม่ให้แก้ต้นพลับที่นำมาทาบกิ่ง ได้ผลดก หวานชื่นใจแบบไร้สารเคมี สร้างรายได้เพิ่มให้อีกปีละหลายหมื่นบาท ในขณะเดียวกันก็มีการกำหนดกติกาในการใช้ป่าอย่างยั่งยืน เช่น การกำหนดระยะเวลาในการเก็บหน่อไผ่หก ซึ่งเป็นหน่อไม้หวานพันธุ์พื้นเมือง จาก 3 ใน 4 เดือน เพื่อให้ไผ่หกสามารถขยายพันธุ์ให้ผลผลิตอย่างยั่งยืนในฤดูกาลต่อไป

ด้วยรากฐานทางประเพณีและกฎระเบียบที่ชัดเจน เป็นสิ่งที่ก่อให้เกิดภูมิคุ้มกันป่าไม้ ทำให้การอนุรักษ์กลมกลืนเป็นหนึ่งเดียวกับวิถีชีวิต เช่น ห้ามทำไร่บริเวณป่าต้นน้ำ การผูกสายสะดือไว้กับต้นไม้ การทำพิธีกรรมในระหว่างฤดูกาลเพาะปลูกเพื่อตอกย้ำสำนึกคุณของแผ่นดิน ผสมผสานกับการบริหารจัดการสมัยใหม่ เช่น การใช้แผ่นที่ GPS เพื่อช่วยทำแนวเขตป่า การเฝ้าระวังไฟป่าทำแนวกันไฟร่วมกับหมู่บ้านในเครือข่ายทุกปี

ที่ผ่านมารัฐและคนทั่วไปอาจจะยังไม่ยอมรับการทำไร่หมุนเวียนเพราะมองว่าเป็นไร่เลื่อนลอยทำลายป่าและพยายามผลักดันให้พวกเขาออกจากแผ่นดินบ้านเกิด แต่ก็มีบทเรียนที่แสดงให้เห็นว่าความพยายามของรัฐในการอพยพหรือจำกัดพื้นที่ทำกินของชาวเขาได้นำมาซึ่งปัญหาสังคมและสิ่งแวดล้อมที่ไม่สิ้นสุด ไม่ว่าจะเป็นการใช้สารเคมีจากการจำกัดพื้นที่และส่งเสริมพืชเศรษฐกิจที่ส่งผลต่อผืนดิน แหล่งน้ำและการบุกรุกทำลายป่า การอพยพที่ทำให้ชาวเขาต้องกลายเป็นแรงงานรับจ้างราคาถูก ไม่มีงานทำต้องกลายเป็นโสเภณี ค้ายาเสพติด และปัญหาเอดส์ที่ตามมาจนรัฐไม่อาจแก้ไขได้ (วราลักษณ์ อิทธิพลโอฬาร, 2541)

สำหรับชุมชนบ้านหินลาดในแล้วพวกเขาได้พยายามพิสูจน์ตัวเองว่าคนสามารถอยู่กับป่าอย่างสอดคล้องและยั่งยืนได้อย่างไร และเป็นที่น่ายินดีว่าแนวโน้มของชุมชนข้างเคียงก็เริ่มเข้าใจแล้วว่าการทำไร่ถาวรมีแต่ประสบปัญหา ต้องเปลี่ยนมาเป็นไร่หมุนเวียนจึงจะอยู่รอดได้ เช่น บางชุมชนพอได้มาคุยกับชุมชนบ้านหินลาดในก็เลิกจากการทำไร่ข้าวโพดมาทำไร่หมุนเวียนแทน เพราะพบว่าไร่ข้าวโพดมีช่วงได้เงินแค่เดือนเดียว แต่ต้องจ่ายเงินทุกเดือน ทำไร่ข้าวโพดมีแต่หนี้สิน จึงหันมาเลี้ยงวัวเลี้ยงควายใช้หนี้ และไม่จำเป็นต้องกู้เงินอีกเพราะไม่ต้องซื้อปุ๋ยซื้อยา สุดท้ายหนี้สินก็หมดไป เมื่อได้กลับมาปลูกข้าวกินก็มีของกินตลอดไม่ขาดแคลนอีกต่อไป

อย่างไรก็ตามสิ่งที่ชาวชุมชนบ้านห้วยหินลาดในยังคงพยายามกันอย่างต่อเนื่องคือการสร้างความเข้าใจกับคนภายนอก เพราะทุกวันนี้ถ้าถามพวกเขาว่ามีปัญหาอะไรบ้างที่ต้องการแก้ไข พวกเขาก็บอกว่าปัญหาไม่ใช่เรื่องของการผลิตแต่เรื่องความไม่เข้าใจ ดังเช่นที่พะตีชัยประเสริฐได้บอกกล่าวไว้

“ปัญหาที่แท้จริงคือคนไม่เข้าใจเรา... แค่นั้นเอง ถ้าเข้าใจแล้ว มันจะไม่มีปัญหา ทุกอย่างจะไม่มีปัญหา โฉนดไม่ต้องออกก็ได้ กฎหมายป่าชุมชนไม่ต้องมีก็ได้... ถ้าคนเข้าใจเรา”

-------------------------------------------------------------------
เอกสารอ้างอิง
ปิ่นแก้ว เหลืองอร่ามศรี. 2539. ภูมิปัญญานิเวศวิทยาชนพื้นเมือง : ศึกษากรณีชุมชนกะเหรี่ยงในป่าทุ่งใหญ่นเรศวร. กรุงเทพมหานคร : โครงการฟื้นฟูชีวิตและธรรมชาติ.
วราลักษณ์ อิทธิพลโอฬาร. 2541. ไร่หมุนเวียน : มารดาแห่งพรรณพืช. กรุงเทพมหานคร : โครงการพัฒนาลุ่มน้ำภาคเหนือโดยองค์กรชุมชน.
สำนักงานปฏิรูประบบสุขภาพแห่งชาติ (สปรส.). 2549. บ้านห้วยหินลาดใน. ค้นวันที่ 14 กันยายน 2549 จาก
http://www.hsro.or.th/?show=view&doc=231.
อานันท์ กาญจนพันธุ์ และคณะ. 2547. อ้างถึงใน อนุสรณ์ อุณโณ. 2547. เกษตรกรรมยั่งยืน : อัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมกับปัญญหาการเกษตรและอัตลักษณ์ชาวนาไทย. กรุงเทพมหานคร : คณะกรรมการจัดงานมหกรรมเกษตรกรรมยั่งยืน.
ข้อมูลจาก “ศูนย์ข้อมูลชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน” ตั้งอยู่ ณ ชุมชนบ้านห้วยหินลาดใน ตำบลบ้านโป่ง อำเภอเวียงป่าเป้า จังหวัดเชียงราย
-------------------------------------------------------------------