กลับไป sathai โฮมเพจ

ขอเชิญร่วมบริจาคช่วยเหลือสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี
จากกรณีที่กลุ่มคนร้ายบุกเผาทำลายศาลาที่ทำการและเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง

 


ชาวประมงพื้นบ้านบนเขาควายที่ชายแดนใต้

สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีเป็นการรวมตัวกันของชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ซึ่งส่วนใหญ่นับถือศาสนาอิสลาม อาศัยอยู่ตามแนวชายฝั่งทะเลจังหวัดปัตตานีในอำเภอหนองจิก อำเภอเมือง อำเภอยะหริ่ง อำเภอปะนาเระ อำเภอสายบุรี และอำเภอไม้แก่น ชาวประมงพื้นบ้านจะมีตั้งแต่ประเภทไม่มีเรือและเครื่องยนต์หากินตามริมฝั่งทะเลและลำคลอง จนกระทั่งมีเรือและเครื่องยนต์ ซึ่งมักจะมีความยาวเรือ ไม่เกิน 10 เมตร เครื่องยนต์ที่ใช้มีกำลังไม่เกิน 30 แรงม้า ทำมาหากินห่างจากฝั่งไม่เกิน 7 กิโลเมตร และจะเลือกใช้เครื่องมือประมงประจำที่ขนาดเล็ก เลือกจับสัตว์น้ำเฉพาะอย่าง เช่น อวนลอยกุ้ง อวนจมปู เบ็ด แห ลอบ ไซปู ฯลฯ สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีมีที่ทำการหลักตั้งอยู่ ณ บ้านตันหยงเปาว์ หมู่ที่ 4 ตำบล ท่ากำชำ อำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี

เมื่อค่ำคืนของวันพุธที่ 18 เมษายน 2550 ณ ศาลาที่ทำการของสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี ซึ่งโดยปกติจะมีชาวบ้านอาสาสมัครผลัดเวรกันมาเฝ้าระวังอยู่ตลอดทุกค่ำคืน และในค่ำคืนดังกล่าวช่วงเวลาประมาณ 21.45 น. ก็มีอาสาสมัครชาวบ้าน จำนวน 7 คน ทำหน้าที่เฝ้าเวรยามอยู่เช่นทุกคืน โดยได้ร่วมกันทำลอบปูไปพลาง ๆ และในขณะนั้นก็มีชายแต่งชุดดำใส่หมวกไหมพรมคลุมหน้าจำนวน 2 คน บุกขึ้นมาบนศาลา ที่ทำการกลุ่ม โดยขึ้นมาด้านหน้าบริเวณประตูทางเข้า โดยมีชายชุดดำอีกคนคุมเชิงอยู่บริเวณบันไดทางขึ้น และอีก 3 คนอ้อมไปปีนขึ้นทางด้านข้างทางทิศตะวันตกของศาลาที่ทำการ และเมื่อขึ้นไปถึงบนศาลา พวกเขาได้ประกาศเป็นภาษามลายูท้องถิ่นว่า “ให้ทุกคนยืนขึ้น ยกมือขึ้นไว้เหนือหัว อย่าขัดขืน ไม่ต้องการจะทำร้ายใคร” หลักจากนั้นก็ผลักอาสาสมัครชาวบ้านทั้ง 7 คนไปกองรวมกันไว้ที่หน้าประตูบริเวณทางเข้าศาลาที่ทำการ แล้วบังคับให้นอนราบ ก้มหน้า ไปกับพื้นลูกรังดินแดง โดยใช้ปืนอาก้าจ่อศีรษะอาสาสมัครชาวบ้านไว้ ในช่วงขณะนั้นอาสาสมัครชาวบ้าน 1 คนได้สลัดหนีแล้ววิ่งกระโจนลงไปในลำคลอง พร้อมทั้งหลบหนีไป ยังเหลืออาสาสมัครชาวบ้านอีก 6 คนอยู่ภายใต้การควบคุมของกลุ่มชายชุดดำ

ภายหลังจากนั้นได้มีชายในชุดดำคนหนึ่ง (ดูเหมือนว่าจะเป็นหัวหน้าชุด อายุอยู่ในช่วง 20 – 25 ปี) ลงมาแล้วบอกว่าขอคุยกับอาสาสมัครชาวบ้านที่นอนราบอยู่กับพื้นพร้อมทั้งประกาศว่า พวกเขาคือกลุ่มนักรบฟาฏอนี ไม่ได้ต้องการทำร้ายใคร หากไม่มีผู้ขัดขืน พวกเขาต้องการทำลายทรัพย์สมบัติของโต๊ะนา ซึ่งหมายถึงรัฐ พวกเขามาจากบันนังสตา มาเพื่อแก้แค้นแทนพรรคพวกของเขาที่อยู่ที่บันนังสตา ที่ถูกเจ้าหน้าที่รัฐกระทำอย่างหนักหนาสาหัส เมื่อชายชุดดำผู้นี้กล่าวจบเขาก็เดินขึ้นไปบนศาลา สักพักหนึ่งอาสาสมัครชาวบ้านที่ถูกควบคุมตัวอยู่ก็ได้ยินเสียงโครมครามเหมือนกำลังพังทำลายข้าวของและกลับลงมาบอกว่าพวกเขาต้องการเพียงแค่ทำลายข้าวของ/ทรัพย์สมบัติที่เป็นของรัฐ และเข้าใจว่าอาสาสมัครชาวบ้านเหล่านี้มาทำหน้าที่เพียงแค่เฝ้าเท่านั้น ทรัพย์สินทั้งหมดเป็นเงินของรัฐ เป็นเครื่องมือที่ใช้ร่วมมือกับรัฐทั้งสิ้น

ต่อมามีชายในชุดดำวิ่งมาถามอาสาสมัครชาวบ้านว่า มีใครมีอาวุธปืนอยู่หรือไม่ หากมีใครมีอาวุธปืนอยู่ ทุกคนจะต้องเจ็บตัวหมด ซึ่งอาสาสมัครชาวบ้านก็ตอบไปว่าไม่มีใครมีอาวุธปืนอยู่ หลังจากนั้นมีชายชุดดำอีก 2 คนวิ่งมาจากศาลาที่ทำการกลุ่มมาถามอาสาสมัครชาวบ้านว่า มีข้าวของส่วนตัวอยู่หรือไม่ ซึ่งอาสาสมัคร ชาวบ้านตอบว่ามีลอบปู/ลอบปลาที่ใช้ในการทำมาหากิน มีเรือลำเล็ก ๆ ที่ใช้ออกทะเลหาเลี้ยงลูก เลี้ยงเมีย พร้อมทั้งร้องขอไม่ให้เผาได้หรือไม่ ชายชุดดำ 2 คนดังกล่าวก็วิ่งขึ้นไปบนศาลาที่ทำการกลุ่ม แล้วย้อนกลับลงมาถามอาสาสมัครชาวบ้านที่ถูกควบคุมตัวอยู่ว่า “อันไหนเรียกว่าลอบ” ภายหลังจากนั้นไม่กี่วินาที ทั้ง ๆ ที่ยังไม่ได้ลอบกลับมา บนศาลาที่ทำการก็เริ่มมีการจุดไฟเผา โดยเผาทั้งบนศาลา , บนเรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่อง ทั้ง 2 ลำ และบนเรือไม้ตรวจการณ์ใกล้ฝั่งอีก 2 ลำ

เมื่อเพลิงโหมลุกไหม้ กลุ่มชายชุดดำก็ลงมาจากศาลาที่ทำการและมาบอกกับอาสาสมัครชาวบ้านว่า พวกเขาจะปล่อยตัวทุกคนกลับไป และเมื่อกลับไปถึงหมู่บ้านแล้ว ห้ามทุกคนไปพูดอะไร ให้อยู่เงียบ ๆ ไม่ต้องไปบอกกล่าวอะไร ไม่ต้องไปแจ้งความหรือให้ปากคำอะไรกับเจ้าหน้าที่ หากรู้ว่าใครไปแจ้ง/บอกอะไรกับ เจ้าหน้าที่รัฐเขาจะตามมาเอาคืน และเมื่อเริ่มได้ยินเสียงเครื่องยนต์เรือของชาวบ้านในหมู่บ้านวิ่งตรงมาที่ทำการกลุ่ม พวกชายชุดดำทั้ง 6 คนก็หลบหนีไปโดยใช้มอเตอร์ไซด์ จำนวน 3 คัน เมื่อเวลาประมาณ 23.00 น. แต่เพลิงยังคงโหมลุกไหม้อย่างรุนแรง เพราะบริเวณศาลาที่ทำการกลุ่มมีการสำรองน้ำมันเชื้อเพลิงสำหรับ เรือตรวจการณ์ไว้เตรียมพร้อมเมื่อเจ้าหน้าที่รัฐร่วมออกลาดตระเวนเฝ้าระวังชายฝั่งด้วย เพลิงค่อย ๆ สงบลงในช่วงสาย ๆ ของวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน 2550

และเมื่อกลุ่มชายชุดดำ ทั้ง 6 คนหลบหนีไป กลุ่มทหารที่ตั้งค่ายอยู่ท้ายหมู่บ้านห่างจากจุดเกิดเหตุประมาณ 1 กิโลเมตร ก็มาถึงที่เกิดเหตุเมื่อเวลาประมาณ 23.00 น.ของวันพุธที่ 18 เมษายน 2550

ในช่วงเช้าของวันพฤหัสบดีที่ 19 เมษายน เวลาประมาณ 09.00 น.ก็เริ่มมีเจ้าหน้าที่รัฐ ทั้งหน่วยดับเพลิง หน่วยพิสูจน์หลักฐาน , ทหาร , ตำรวจ , ประมงอำเภอ , นายอำเภอหนองจิก ฯลฯ เข้ามาซักถาม สอบถาม เรื่องราวและเก็บพิสูจน์หลักฐานตามขั้นตอน

เรือตรวจการณ์ชายฝั่ง...ตัวตนของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี

การได้มาซึ่งเรือตรวจการณ์นำร่อง 01 และ นำร่อง 02 นั้นเป็นผลสืบเนื่องมาจากการร่วมกันทำการวิจัยเชิงปฏิบัติการอย่างมีส่วนร่วม (PAR) ในประเด็นเรื่อง “บทบาทของชุมชนชาวประมงพื้นบ้านในการจัดการทรัพยากรชายฝั่งและการบังคับใช้กฎหมาย ในพื้นที่รอบอ่าวปัตตานี ศึกษากรณีบ้านตันหยงเปาว์ หมู่ที่ 4 ต.ท่ากำชำ อ.หนองจิก จ.ปัตตานี” เมื่อปี 2542 – 2543 โดยได้รับงบประมาณสนับสนุนจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) และจากผลการวิจัยดังกล่าวได้ก่อให้เกิดบทสรุปโดยสังเขปที่ว่า การจะแก้ไขปัญหาทรัพยากรชายฝั่งเสื่อมโทรมและปัญหาการบังคับใช้กฎหมายประมงนั้นจะต้องมีความพร้อมทั้งวัสดุอุปกรณ์ (เรือตรวจการณ์ ฯลฯ) ด้านบุคลากรทั้งในส่วนเจ้าหน้าที่รัฐและอาสาสมัครชาวบ้าน ซึ่งในอดีตทางสมาคม ชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีเคยชุมนุมเรียกร้องเมื่อเดือนมิถุนายน 2543 ให้ทางจังหวัดปัตตานีและ กรมประมงจัดหาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งมาประจำในพื้นที่จังหวัดปัตตานี แต่ก็พบกับข้อจำกัดมากมายที่ไม่สามารถทำให้เป็นจริงได้ ทั้งในเรื่องเรือตรวจการณ์ของกรมประมงมีไม่เพียงพอ งบประมาณค่าน้ำมันไม่พอ เจ้าหน้าที่ไม่พอ ฯลฯ จนกระทั่งได้นำไปสู่การเสนอไว้ในแผนงานของโครงการนำร่องการจัดการและฟื้นฟูทรัพยากรชายฝั่งจังหวัดปัตตานี เพื่อจัดซื้อเรือตรวจการณ์ชายฝั่งไว้ในการบริหารจัดการขององค์กรชุมชน ซึ่งกว่าแผนงานดังกล่าวจะได้รับการอนุมัติก็ต้องผ่านกระบวนการต่อสู้ทางความคิดอย่างยาวนานกับทาง เจ้าหน้าที่ภาครัฐ เพื่อว่าภาครัฐจะได้เห็นด้วยกับการที่องค์กรชาวบ้านจะมีเรือตรวจการณ์ชายฝั่งเป็นของตนเอง เพื่อร่วมในการอุดรูรั่วของการแก้ไขปัญหาต่าง ๆ และนำไปสู่การคลี่คลายปัญหาทรัพยากรชายฝั่งเสื่อมโทรมที่เป็นปัญหาอันหนักหน่วงที่ชาวประมงพื้นบ้านเผชิญอยู่ในเวลานั้น
การได้มาซึ่งเรือตรวจการณ์ชายฝั่งอย่างยากลำบาก และใช้เวลาต่อสู้เรียกร้องอย่างยาวนาน จึงเป็นเสมือน “สมบัติอันมีค่า” ในเชิงจิตใจของชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่จังหวัดปัตตานี ที่ต้องการจะรักษา เรือตรวจการณ์ชายฝั่งดังกล่าวให้ดีที่สุด และเรือตรวจการณ์ชายฝั่งนั้นสามารถตอบสนองต่อการทำหน้าที่ในการลาดตระเวณเฝ้าระวังชายฝั่งและการอนุรักษ์ ฟื้นฟูทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วงระยะเวลาตั้งแต่ปี 2546 มาจนถึงปัจจุบันนั้น กระบวนการในการบังคับใช้กฎหมายมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น มีความ เด็ดขาด และก่อให้เกิดความหลาบจำแก่ผู้กระทำผิด โดยผลของการพิพากษาคดีที่เกี่ยวข้องกับการกระทำผิดของเรือประมงอวนรุนในพื้นที่จังหวัดปัตตานีจะเป็นการให้ริบของกลางเกือบทั้งหมด ซึ่งจะแตกต่างจากผลการพิพากษาคดีในพื้นที่จังหวัดอื่น ๆ ที่ประสบปัญหาเดียวกันนี้ ทั้งนี้เป็นเพราะกระบวนการทำงานให้ความรู้ ข้อเท็จจริงอย่างต่อเนื่องโดยเฉพาะกับเจ้าหน้าที่รัฐที่มีส่วนเกี่ยวข้องกับกระบวนการยุติธรรม ทั้งตำรวจภูธร , ตำรวจตระเวนชายแดน , หน่วยป้องกันและปราบปรามประมงทะเลจังหวัดปัตตานี , อัยการ ฯลฯ นอกจากนี้ปัจจัยที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การใช้เรือตรวจการณ์นำร่องออกลาดตระเวณนั้นจะมีอาสาสมัครชาวประมงพื้นบ้านประจำอยู่ในเรือดังกล่าวโดยตลอด จึงทำให้การดำเนินการจับกุมผู้กระทำผิดต้องเป็นไปอย่างตรงไป ตรงมา ไม่สามารถสมยอมกันได้เช่นในอดีตที่ผ่านมา

มาถึง ณ ปัจจุบันนี้เรือตรวจการณ์นำร่องเป็นเสมือนสัญลักษณ์ของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีที่ช่วยเสริมให้เกิดการยอมรับในตัวตน (Identity) ของการขับเคลื่อนงานของสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี รวมทั้งเป็นเสมือนเครื่องมือหนึ่งที่ช่วยเปิดพื้นที่ทางสังคม (Social space) ให้กับประชาชนใน พื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประสบปัญหาได้มีแนวทางในการแก้ไขปัญหาในวิถีทางที่ถูกที่ควร

สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีจึงมีความพยายามเป็นอย่างยิ่งในการรักษาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งดังกล่าวให้ดีที่สุดเท่าที่กำลังขององค์กรชาวบ้านเล็ก ๆ องค์กรหนึ่งจะพึงทำได้ แนวทางที่สมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีได้ดำเนินการมาโดยตลอดก็คือ การร่วมกันระดมทุนจากสมาชิกชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่ต่าง ๆ และจากภาคส่วนอื่น ๆ เพื่อจัดตั้งเป็นกองทุนในการดำเนินงานด้านการอนุรักษ์ ฟื้นฟู รวมทั้งการซ่อมบำรุงเรือและจัดหาน้ำมันเชื้อเพลิงด้วย แต่ก็ไม่สามารถระดมทุนเพื่อสะสมไว้ได้มากนัก ทั้งนี้เพราะโดยส่วนใหญ่แล้วชาวประมงพื้นบ้านเหล่านี้ก็เป็นกลุ่มคนยากจน หาเช้ากินค่ำ บางวันออกทะเลแทบจะไม่ได้อะไรกลับมาเลย ในขณะที่บางวันอาจจะได้มาก ก็จะต้องไปใช้หนี้ที่กู้ยืมมาไว้ใช้จ่ายในช่วงที่ออกทะเลไม่ได้ ทางสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีจึงได้ร่วมกันทำงานหรือทำกิจกรรมทุกอย่างที่เป็น “งานที่ถูกต้อง” และนำรายได้มาเป็นกองกลางไว้เป็นทุนในการใช้จ่าย

ท้ายที่สุดชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีก็ไม่สามารถรักษาเรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่องเอาไว้ได้ เพียงเพราะเหตุผลจากชายชุดดำที่ว่า “เพราะพวกเขาไปร่วมมือกับรัฐ เรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่องเป็นเครื่องมือในการร่วมมือกับรัฐ” ตั้งแต่กลางดึกของคืนวันที่ 18 ต่อเนื่องถึงเช้าของวันที่ 19 เมษายน 2550 ชาวประมง พื้นบ้านได้แต่มายืนร้องไห้กับซากเรือตรวจการณ์ชายฝั่งที่เปรียบเสมือนเป็นชีวิตจิตใจของพวกเขา เพราะเรือ ลำนี้ได้ทำหน้าที่ในการพิทักษ์ ปกป้อง ฟื้นฟูทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่งไว้ให้เป็นฐานทรัพยากรในการทำมาหากินของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านที่เป็นกลุ่มคนยากจนและไม่ค่อยมีทางเลือกในการประกอบอาชีพมากนัก

ในท่ามกลางความยากลำบากในการดำรงชีวิตที่เต็มไปด้วยความรุนแรงและความขัดแย้ง ชาวประมง พื้นบ้านในจังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นกลุ่มคนเล็กคนน้อย พยายามรวมกลุ่มกันปกป้องทรัพยากร แต่เนื่องจาก พวกเขาไม่มีอำนาจตามกฎหมายในการจับกุมผู้กระทำผิดกฎหมาย จึงต้องร่วมมือกับภาครัฐในการออกลาดตระเวนเฝ้าระวังการทำลายทรัพยากรประมงของเรือประมงที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูง เมื่อพวกเขา ร่วมมือกับ เจ้าหน้าที่รัฐ พวกเขาก็อยู่ไม่ได้ และหากเขาไม่ร่วมมือกับรัฐ เครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูงและผิดกฎหมายก็จะกวาดต้อนทรัพยากรไปจนไม่เหลือไว้ให้พวกเขาได้เพียงพอต่อการยังชีพในแต่ละวันเลย ซึ่งเขาก็อยู่ไม่ได้เช่นกัน ความเจ็บปวดที่พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีได้รับในท่ามกลางสถานการณ์ที่เป็น “เขาควาย” 2 ด้านเช่นนี้ ดำเนินมาช้านาน และพวกเขาพยายามก้าวข้ามให้พ้น... แต่ก็ยังไม่สำเร็จ!

เรื่องและภาพโดย : สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&lang=&id=1959&Itemid=47



“พวกเรากำลังจะตายทั้งเป็น !”

จากเหตุการณ์เมื่อค่ำคืนของวันพุธที่ 18 เมษายน 2550 ที่กลุ่มคนร้ายในชุดดำได้บุกมาเผาศาลาที่ทำการสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี และเรือตรวจการณ์ชายฝั่ง นำร่อง 01 จนเสียหายหมดสิ้น

นับตั้งแต่วันที่ 20 เมษายน 2550 เป็นต้นมา พี่น้องชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีโดยเฉพาะในเขตอำเภอหนองจิกและอำเภอยะหริ่งได้ประสบกับปัญหาความยากลำบากอย่างแสนสาหัสในการประกอบอาชีพ เนื่องจากมีเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูงและผิดกฎหมายรุกล้ำเข้ามากวาดต้อนทรัพยากรประมงในบริเวณใกล้ชายฝั่งไปจนหมดสิ้น นอกจากนี้ยังทำลายเครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้าน ซึ่งเป็นเครื่องมือประมงแบบพื้นบ้านทำมาหากินอยู่บริเวณแนวชายฝั่งเสียหายไปจำนวนมาก ชาวประมงพื้นบ้าน บางรายต้องสูญเสียลอบปูที่เพิ่งประกอบเสร็จไม่นานนัก ภายในระยะเวลาคืนเดียวประมาณ 80 ลูก จากจำนวนลอบปูที่เขามีอยู่ 100 ลูก ถึงแม้ว่าราคาต้นทุนวัตถุดิบของการประกอบลอบปูจะอยู่ที่ลูกละ 45 บาทเท่านั้น แต่กว่าชาวประมงพื้นบ้านจะได้ลอบปูมาสัก 1 ลูก นอกจากการซื้อวัตถุดิบแล้ว ยังจะต้องลงแรงและใช้ทักษะ ในการประกอบลอบปูอีกถึง 10 ขั้นตอนด้วยกัน คือ 1) ตีโค้ง/ดัดเหล็ก โดยจะต้องเป็นเหล็กที่ไม่ขึ้นสนิม ให้เหล็กอยู่ในรูปโค้งวงกลม 2) ใส่อวน 3) ทำประตูเพื่อให้ปูเข้ามา 4) ร้อยเชือกด้านบน-ด้านล่างของตัวลอบ 5) ผูกเชือกร้อยประตูทางเข้าปู เพื่อให้ประตูมีความยืดหยุ่นเมื่อปูเข้ามากินเหยื่อประตูจะปิดลงทันที 6) ทำหินถ่วง เพื่อไม่ให้ลอบลอยหายไป 7) ใส่ทุ่น/ผูกทุ่น เพื่อดึงลอบให้ประตูเปิด เพราะหากถ้าไม่ถ่วงไว้ ลอบก็จะลีบติดกันทั้งบนและล่าง ทำให้ปูไม่เข้า 8) ผูกเชือกยาวตามความลึกของน้ำ เพื่อนำไปใช้หย่อนลงในทะเล 9) ทำทุ่นไว้ลอยเหนือน้ำเป็นสัญลักษณ์บอกบุคคลอื่น ๆ ว่ามีลอบลูกนี้ลอยอยู่ 10) ทำธงสัญลักษณ์ในแนวลอบทั้งหมดของเจ้าของ 1 ราย เช่น เจ้าของ 1 รายมีลอบ 40 – 50 ลูกก็จะทำธงขนาดใหญ่ 2 อัน บอกแนววางลอบ หัว-ท้าย เพื่อไม่ให้ใครมาทำลายหรือวางทับซ้อนกัน

นอกจากลอบปูที่ถูกเครื่องมือประมงที่มีประสิทธิภาพสูงและผิดกฎหมายทำลายเสียหายแล้วยังมีอวนปูของชาวประมงพื้นบ้านที่ถูกทำลายไปอีก โดยในช่วงระยะเวลาเพียง 2 – 3 วัน มีอวนปูของชาวบ้านถูกทำลายไป 10 – 20 ผืน/ราย/คืน และถูกทำลายไปแล้ว 3 ราย และมีเบ็ดราวของชาวประมงพื้นบ้านที่ไว้ดักจับปลาอินทรีย์ ถูกทำลายไปด้วยเช่นกันเกือบทุกคืน

เครื่องมือประมงของชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี สิ่งที่หาซื้อได้ตามท้องตลาดก็มีเพียงวัตถุดิบบางอย่างเท่านั้น ราคาค่างวดอาจจะไม่สูงมากนักในสายตาของสาธารณชน แต่ความยากลำบากในการลงแรงและการใช้ทักษะส่วนบุคคลในการประกอบเครื่องมือแต่ละชนิดนั้น ต้องใช้ระยะเวลาและความตั้งใจมากพอควร

ดังนั้นภายหลังจากเหตุการณ์เรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่องของทางสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีถูกเผาทำลายไปภายในระยะเวลาเพียงแค่ชั่วข้ามคืน ความพยายามที่จะปกป้องพิทักษ์ทรัพยากรประมงก็หย่อนยานตามไปด้วย การทำการประมงของเรือประมงที่มีประสิทธิภาพในการทำลายสูงก็สามารถทำได้ตามอำเภอใจ ไม่มีความเกรงกลัวต่อกฎหมาย ทำลายทั้งทรัพยากรและระบบนิเวศน์ชายฝั่ง ทำลายทั้งเครื่องมือประมงของชาวบ้านและทำลายทั้งความตั้งใจ ขวัญ กำลังใจของพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านในพื้นที่

การเผาทำลายเรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่องของกลุ่มชายชุดดำด้วยเหตุผลว่า “เรือนี้ได้มาด้วยเงินของรัฐ เรือนี้เป็นเครื่องมือในการร่วมมือกับรัฐ” จึงเป็นการกระทำที่โหดร้ายและมองเพียงปรากฎการณ์ของการได้มาของเรือเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุด ก็คือ เรือตรวจการณ์ชายฝั่งนำร่องได้ทำหน้าที่ปกป้องพิทักษ์ทรัพยากรประมงเพื่อให้เป็นฐานทรัพยากรที่เป็นที่พึ่งสำหรับคนทุกคนที่ต้องพึ่งพิงอยู่กับท้องทะเล

การเผาทำลายเรือตรวจการณ์ชายฝั่งก็คือ การฆ่าพี่น้องชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานีให้ตายทั้งเป็น ให้ดำรงชีวิตอยู่โดยมีลมหายใจ แต่ไม่สามารถจับสัตว์น้ำมาเพื่อการอยู่รอดอย่างพอเพียงได้ ให้มีลมหายใจ โดยขาดศักดิ์ศรีและความภาคภูมิใจในการเป็น “ชาวประมงพื้นบ้านที่ดี” ตามแนวทางของบรรพบุรุษและ หลักคำสอนทางศาสนานั่นเอง

เรื่องและภาพโดย : สถาบันข่าวอิศรา สมาคมนักข่าวนักหนังสือพิมพ์แห่งประเทศไทย
http://www.tjanews.org/cms/index.php?option=com_content&task=view&lang=&id=1971&Itemid=47


ขอเชิญผู้ที่สนใจร่วมช่วยเหลือสมาคมชาวประมงพื้นบ้านจังหวัดปัตตานี ได้ที่
เลขที่ 11 ถ.มะกรูด ซอย 9 ตำบลสะบารัง อำเภอเมือง จังหวัดปัตตานี โทร 0-7333-3227
หรือ
โอนเงินเข้าบัญชีออมทรัพย์ ธนาคารกรุงไทย สาขาเจริญประดิษฐ์ จังหวัดปัตตานี
เลขที่บัญชี 929-0-07675-5