<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
หมายเหตุ
การประชุมห้องย่อยเป็นหนึ่งในกิจกรรมของเวทีสัมมนาอธิปไตยของภาคประชาชนในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติ
ระหว่างวันที่ 23 25 ตุลาคม 2550
ณ โรงแรมปริ๊นพาเลซ มหานาค กรุงเทพมหานคร |
การประชุมห้องย่อยเรื่องทางเลือกภาคประชาชนในการใช้และอนุรักษ์ทรัพยากรอย่างยั่งยืน
เป็นเวทีเพื่อให้เกิดการแลกเปลี่ยนภูมิปัญญาท้องถิ่นในการจัดการทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม
และเรียนรู้ทิศทางการพัฒนาทางเลือกใหม่ของภาคประชาชน จากชุดประสบการณ์ตรงของชุมชนต่างๆ
ซึ่งถอดบทเรียนจากการต่อสู้เพื่อพิทักษ์อธิปไตยของตนและฐานทรัพยากร รวมถึงพิจารณาแนวทางและความพยายามในการขับเคลื่อนองค์องค์กรเกษตรกรและขบวนการภาคประชาชนจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ
ในเอเชียแปซิฟิคต่อประเด็นสิ่งแวดล้อม
ทั้งนี้ในการประชุมดังกล่าวได้แบ่งเนื้อหาออกเป็น
3 ฐาน ได้แก่ ฐานที่ 1 การพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
ฐานที่ 2 การจัดการป่า และฐานที่ 3 การพัฒนาทางเลือกของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรม
(กรณีเหมือนแร่โปแตชในภาคอีสาน) ซึ่งสามารถสรุปเนื้อหาของแต่ละฐานได้ดังนี้
ฐานที่ 1 การพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
สถานการณ์
นางศุภามาส
แจ้งสนาม แม่หญิงเกษตรกรจากกลุ่มเกษตรกรรมทางเลือก ภูมินิเวศทุ่งกุลาร้องไห้
กล่าวถึงปัญหาว่าปี 2544-45 ชุมชนเกิดปัญหาน้ำท่วม ไม่มีเมล็ดพันธุ์ ต้องชื้อใช้ทุกปีและโดนโก่งราคา
และต้องซื้อปุ๋ยเคมีเพิ่มขึ้นทุกปี ทำให้เกิดควานสนใจปรับปรุงเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านใช้เอง
เนื่องจากพันธุ์พื้นบ้านไม่ต้องใช้ปุ๋ยเคมี จนปัจจุบันมีการพัฒนาและอนุรักษ์พันธุ์ข้าวพื้นบ้านไว้
15 สายพันธุ์ ด้วยเห็นว่า เมล็ดพันธุ์คือหัวใจของเกษตรกรและเป็นปัจจัยการผลิตพื้นฐานที่สำคัญยิ่งในการพัฒนาระบบเกษตรเพื่อพึ่งตนเองได้ของเกษตรกร
ซึ่งเกษตรกรในพื้นที่ก็ได้นำภูมิปัญญาดั้งเดิมมาใช้ในการคัดเลือกและเก็บรักษาอีกด้วย
Mr.
Palash Chandra Baral นักวิจัยจากองค์กรอูบินิค ประเทศบังคลาเทศ แลกเปลี่ยนประสบการณ์ว่าในปี
2531 เริ่มค้นคว้าเรื่องพันธุกรรมและเมล็ดพันธุ์พื้นบ้าน แต่ไม่สามารถตอบสนองความต้องการของชาวบ้านได้
เพราะไม่มีเมล็ดพันธุ์อย่างพอเพียง จากงานวิจัยพบว่าเมื่อประมาณ 30-40 ปีที่แล้วเมล็ดพันธุ์พื้นบ้านสูญหายไปจำนวน
15,000 สายพันธุ์ และใน 18 ปีที่ผ่านมาได้มีการรวมกลุ่มเกษตรกรกลุ่มเล็กๆ
เพื่อพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน โดยมีการพิจารณาว่าในการทำเกษตรกรรมนั้น
สิ่งที่เป็นปัจจัยสำคัญมี 3 ประการ คือ เมล็ดพันธุ์ ดิน และน้ำ ถ้าไม่มี
3 อย่างนี้ทำเกษตรไม่ได้ และจากประสบการณ์ 18 ปีที่พัฒนาทางเลือกในการแก้ปัญหา
พบว่า 1) มีชุมชนเกษตรกรรมที่ทำการผลิตโดยไม่ใช้ปุ๋ยเคมี สารเคมี ที่ชื่อว่า
นายากริชิ 2) มีศูนย์รวบรวมเมล็ดพันธุ์ชุมชนจำนวน 7 แห่ง
ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน
1. พันธุ์ลูกผสม พืชจีเอ็มโอ เป็นปัจจัยที่ทำลายท้องถิ่น
2. สิ่งท้าทายคือ ทำอย่างไรจะกระตุ้นชุมชน
เกษตรกร ให้ร่วมมือกันในการปกป้องทรัพยากรในท้องถิ่น
3. ควรพิจารณาถึงคุณภาพ ปริมาณ และความยั่งยืนของอาหาร
รวมทั้งการกระจายและการเข้าถึงอาหารด้วย
4. ควรมีกระบวนการทำงานเสริมสร้างความเชื่อมั่นในเรื่องพันธุกรรมพื้นบ้าน
โดยให้ความสำคัญในมิติทางวัฒนธรรมของแต่ละท้องถิ่น เช่น วิถีชีวิตและวัฒนธรรมเกี่ยวกับข้าว
(แม่โพสพ)
5. แนวทางการพัฒนาพันธุกรรมข้าวไม่จำเป็นต้องเน้นความสำเร็จทางวิทยาศาสตร์
แต่ให้คุณค่าทางวัฒนธรรมและชีวิต เช่น ไม่จำเป็นต้องทำให้ข้าวเป็นพันธุ์นิ่งที่บริสุทธิ์แต่ให้เป็นธรรมชาติ
และควรคัดเลือกเมล็ดพันธุ์ที่เหมาะสมกับสภาพทางภูมิศาสตร์ของท้องถิ่น
6. ควรให้ความสำคัญทั้งการพัฒนาเศรษฐกิจและระบบนิเวศ
7. ควรส่งเสริมบทบาทของผู้หญิงในกระบวนการพัฒนาพันธุกรรมพื้นบ้านในระบบเกษตรกรรมยั่งยืน
8. เกษตรกรควรเป็นผู้ผลิตอาหารเพื่อการบริโภคของตัวเอง
ไม่ใช่บรรษัทข้ามชาติ
ฐานที่ 2 การจัดการป่า
สถานการณ์ (นำร่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดย
นายวิโรจน์ ติติน คนทำงานในเครือข่ายป่าชุมชนภาคเหนือ)
ประเทศไทยจัดการโดยยึดป่าเป็นของรัฐ
แต่รัฐบริหารป่าไม่มีประสิทธิภาพ จึงเกิดการเสื่อมโทรมของป่าชุมชน อีกทั้งกลุ่มนายทุนมีความพยายามเข้าไปจัดการและทำธุรกิจ
ในขณะที่หากชาวบ้านเข้าร่วมกันดูแลจะเกิดผลลัพธ์แง่บวกอย่างชัดเจนเป็นรูปธรรม
แม้ว่าปัจจุบันแนวคิดของรัฐจะยกเลิกการสัมปทานป่าแต่รัฐยังคิดที่จะผูกขาดการจัดการฝ่ายเดียว
ซึ่งในระยะ 10 ปีที่ผ่านมา รัฐใช้กฎหมายในการควบคุมป่าที่ชาวบ้านเริ่มเข้ามาจัดการเอง
จึงต้องผลักดันให้กฎหมายเป็นธรรม โดยผ่านตัวแทนชาวบ้าน 50,000 ต่อ 1 คน เข้าไปเจรจา
ทั้งนี้ การทำงานที่ผ่านมาของภาคประชาชนมีความสำเร็จดังนี้
- สภาพป่าที่เสื่อมโทรมได้รับการฟื้นฟู
- เกิดการรวมกลุ่มและองค์กรชาวบ้านในการร่วมกันทำงานอย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น
- คนในสังคมเริ่มตระหนักในปัญหาเหล่านี้มากขึ้น และ
- รัฐและชาวบ้านสามารถร่วมมือกันทำงานเพื่อขับเคลื่อนทางนโยบายและกฎหมายได้มากขึ้น
ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน
1. การมีส่วนร่วมของประชาชนในการกำหนดนโยบายป่าชุมชน
ตลอดจนความร่วมมือระหว่าง อำนาจประชาชน และ อำนาจรัฐ ในเรื่องนโยบายป่าชุมชน
2. การประสานความร่วมมือระหว่างองค์กรและเครือข่ายต่างประเทศ
รวมทั้งการแลกเปลี่ยนประสบการณ์และทางเลือกระหว่างกัน
3. ไม่ว่านโยบายจะยอมรับสิทธิมนุษยชนหรือไม่ก็ไม่สำคัญ
สิ่งสำคัญคือ ลงมือทำ
4. ประสบการณ์ในประเทศไทยการทำงานในประเด็นป่าชุมชนเชื่อมโยงสู่ประเด็นการพัฒนาอื่นๆ
กล่าวคือ สู่การพัฒนาระบบนิเวศ สิทธิมนุษยชน และการตัดสินใจในระดับนโยบาย
5. ชุมชนต้องพึงตระหนักในการมีทั้ง
สิทธิ และ หน้าที่ ในการปกป้อง ดูแล รักษา และพัฒนาทรัพยากรธรรมชาติ
6. การสืบทอดภูมิปัญญาท้องถิ่นควรเป็นวิธีการบอกเล่าปากต่อปากมากกว่าการเขียนเป็นเอกสารเพราะอาจถูกขโมย
ฐานที่ 3 การพัฒนาทางเลือกของเกษตรกรที่ได้รับผลกระทบจากโครงการอุตสาหกรรม
(กรณีเหมือนแร่โปแตชในภาคอีสาน)
สถานการณ์ (นำร่องแลกเปลี่ยนประสบการณ์โดย
นางสาวบำเพ็ญ ไชยรักษ์ เจ้าหน้าที่ฝ่ายข้อมูลกลุ่มนิเวศน์วัฒนธรรมศึกษา จังหวัดอุดรธานี)
จังหวัดมหาสารคามเริ่มทำนาเกลือเมื่อ
40 ปีก่อน ซึ่งส่งผลกระทบทำให้ดินเค็มเกินไป และนาข้าวเสียหาย สัตว์น้ำตาย
จึงมีการตั้งคำถามเรื่องนาเกลือ แม้ยกเลิกการทำแล้วในปัจจุบันแต่น้ำก็ยังเค็ม
น้ำเค็มเหล่านี้เมื่อไหลไปที่อื่นก็ทำให้ลุ่มน้ำอื่นเค็มไปด้วย นาข้าวกลายเป็นนาเกลือ
และเมื่อ 20 ปีก่อนมีการทำนาเกลือแบบละลาย (เหมืองละลายเกลือ) โดยใช้น้ำละลายเกลือในดิน
จนต่อมาพบว่าในดินมีแร่โปแตสด้วย (โปแตสเค็มกว่าเกลือ 1,000 เท่า) โดยพื้นที่ลุ่มน้ำโขงมีแค่ไทยและลาวเท่านั้นที่มีโปแตช
และเป็นโปแตสที่คุณภาพดีที่สุดในโลกเสียด้วย จนกระทั่งมีการออกกฎหมายให้สามารถขุดแร่ที่ความลึกมากว่า
100 เมตร ได้โดยไม่ต้องขออนุญาต นั่นคือการให้สัมปทานบริษัทเอกชนทำเหมืองแร่ใต้ดินโดยไม่ต้องขออนุญาต
ปัจจุบันพื้นที่จังหวัดอุดรธานีมีบริษัทได้รับสัมปทานหลายพันไร่
และแร่โปแตสเป็นวัสดุตั้งต้นในการผลิตในหลายอุตสาหกรรม การขุดแร่โปแตสจึงเชื่อมโยงกับอุตสาหกรรมต่างๆ
ในภาคตะวันออก เช่น ปิโตรเลียม รวมทั้งบรรษัทข้ามชาติเหล่านี้วางแผนการผันน้ำจากประเทศเพื่อนบ้านมาใช้ในอุตสาหกรรมด้วย
ในขณะที่รัฐบาลก็มีแนวคิดนำกากนิวเคลียร์จากโครงการโรงงานไฟฟ้าพลังนิวเคลียร์ที่จะสร้างมาฝังไว้ในอุโมงค์ที่ขุดแร่ขึ้นมาอีกด้วย
ส่วนใหญ่พื้นที่ขุดแร่โปแตสของไทยอยู่ในเขตชุมชน
โดยข้างบนอุโมงค์เป็นชุมชนเกษตรข้างล่างเป็นเหมืองแร่ ในขณะที่ในประเทศเยอรมันการขุดแร่โปแตสต้องมีความลึก
1,700 เมตร แต่ในไทยขุดลึกตั้งแต่ 170-500 เมตร ดังนั้นความเสี่ยงของดินทรุดจึงมีสูงมาก
และยังมีปัญหาเกลือที่อยู่ใต้ดินจำนวนมากต้องถูกขุดขึ้นมาแยกแร่โปแตสออก
แล้วทิ้งไว้กองเป็นภูเขาเกลืออยู่บนดินซึ่งจะส่งผลกระทบต่อแหล่งน้ำ และระบบนิเวศได้
ประเด็นหลักจากการแลกเปลี่ยน
1. ตั้งกลุ่มระดมทุนโดยร่วมกับนายจ้าง
แต่ก็พบอุปสรรคหลากหลาย เช่น ถูกจับขึ้นศาลเพราะไปประท้วง แต่ก็ทำให้ประชาชนมีความมั่นใจในสิทธิของตนมากขึ้น
2. มีการทำวิจัยเรื่องผลกระทบของเหมืองแร่โปแตสต่อสุขภาพของคนในชุมชน
และจัดกิจกรรมเพื่อให้การศึกษาชาวบ้านถึงผลกระทบของเหมืองแร่โปแตส
3. ชาวบ้านไม่กลัว
เพราะเชื่อมั่นและเข้มแข็ง ไม่เชื่อคนนอก
4. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในการทำรายงานประเมินผลกระทบสิ่งแวดล้อม
(อีไอเอ : EIA)
|