<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง
นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย เรียบเรียง
โลกร้อนได้...ก็เย็นได้
แม้จะเป็นถ้อยคำสั้นๆ
ที่เกิดขึ้นในเวทีสัมมนา แต่ผมกลับรู้สึกว่าเป็นคำที่กระทบใจไม่น้อย และโดยส่วนตัวผมคิดว่าคำๆ
นี้อาจเป็นคำตอบของหลากหลายเรื่องราวที่เกิดขึ้นในสังคมไทย
ครับ..ถ้าจะมองอย่างปล่อยวาง
สิ่งใดที่เกิดขึ้นย่อมสิ้นสุดได้ ไม่เว้นแม้แต่ปัญหา โลกร้อน ที่กำลังติดอันดับปัญหาสิ่งแวดล้อมแห่งปีไปแล้ว
ซึ่งจะว่าไปแล้วคำว่า
โลกร้อนได้...ก็เย็นได้ มันก็ซ่อนความหมายมากมายไว้ระหว่างถ้อยคำ
.................................................
เมื่อต้นเดือนมกราคม
2551 ที่ผ่านมา โครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา (โฟกัส) ได้จัดเวทีสัมมนาเรื่อง
รายงานหลังการประชุมที่บาหลี: สถานการณ์ ประเด็น และนัยยะที่ต้องตามติด
ขึ้น เวทีนี้เป็นการนำเสนอสถานการณ์และประเด็นสำคัญจากการประชุมว่าด้วยโลกร้อนที่บาหลี
และความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมทั้งในและต่างประเทศในประเด็นที่เกี่ยวข้อง
ผมเองก็เป็นคนหนึ่งที่ได้เข้าร่วมเวทีในวันนั้นพร้อมกับมีคำถามบางประการที่ต้องการให้เวทีแห่งนี้ช่วยคลี่คลาย
ซึ่งก็ไม่ใช่เรื่องลึกลับอะไรหรอกครับ ผมอยากรู้ว่าสิ้นสุดการประชุมที่บาหลีแล้วยังไง?
ประเทศไทยจะต้องดำเนินการอะไร? หรือคนไทยต้องเตรียมใจกับผลกระทบใดบ้างในอนาคต?
กว่า 4 ชั่วโมงที่เวทีดำเนินไป
แม้สาระที่ได้รับอาจจะไม่สามารถตอบคำถามข้างต้นได้อย่างสมบูรณ์ แต่หลายเรื่องที่ได้รับรู้ในวันนั้นเป็นสิ่งที่น่าสนใจไม่น้อย
โดยเฉพาะประเด็นที่มากกว่าปัญหาอุณหภูมิที่สูงขึ้นของโลกเรา
เมื่อโลกร้อนเป็นมากกว่าปัญหาสิ่งแวดล้อม
การประชุมว่าด้วยโลกร้อนที่บาหลี หรือที่เรียกอย่างเป็นทางการว่าการประชุมรัฐภาคีอนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
สมัยที่ 13 (COP13) และการประชุมรัฐภาคีพิธีสารเกียวโต สมัยที่ 3 (CMP3)
ซึ่งจัดขึ้นระหว่างวันที่ 3-14 ธันวาคม 2550 ณ เกาะบาหลี สาธารณรัฐอินโดนีเซีย
เป็นการประชุมที่ได้รับความสนใจจากทั้งฝ่ายการเมือง นักธุรกิจและสื่อมวลชนค่อนข้างมาก
ส่วนหนึ่งก็เกิดจากกระแสสังคมที่ตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมระดับโลกปัญหานี้
และส่วนหนึ่งก็เกิดจากการตื่นตัวของสาธารณชนที่ได้รับรู้เรื่องราวของโลกร้อนผ่านสื่อมวลชนแขนงต่างๆ
สาระสำคัญที่เกิดจากการประชุมครั้งนี้มีหลายประการ
ตั้งแต่การทบทวนพิธีสารเกียวโตซึ่งมีแนวโน้มว่าจะไม่สามารถบรรลุได้จริงในหลายประเทศ
การได้ข้อสรุปร่วมกันในการกำหนดกระบวนการ หลักการและทิศทางของการประชุมที่จะเกิดขึ้นในปี
2551-2552 หรือที่เรียกว่า Bali Roadmap การมีข้อสรุปให้จัดตั้งกองทุนเพื่อการปรับตัวของประเทศกำลังพัฒนาที่ได้รับผลกระทบจากปัญหาโลกร้อน
ไปจนถึงการถกเถียงถึงกลไกต่างๆ ทั้งที่เป็นบทบาทของประเทศพัฒนาแล้วและประเทศกำลังพัฒนา
ท่ามกลางการถกเถียงอย่างเอาเป็นเอาตายเหล่านั้น
กลับพบว่าการตั้งคำถามเกี่ยวกับทิศทางและกระบวนทัศน์การพัฒนาที่เป็นอยู่ในปัจจุบันกลายเป็นสิ่งที่พูดถึงกันน้อยมาก
ราวกับว่าปัญหาโลกร้อนซึ่งเริ่มต้นจากปัญหาสิ่งแวดล้อมที่มวลมนุษยชาติควรร่วมกันรับผิดชอบ
ณ วันนี้สถานะของมันกลายเป็นปัญหาทางการเมืองที่นานาประเทศพยายามหาประโยชน์เข้าหาตัวเอง
แต่ก่อนที่จะกล่าวถึงประเด็นอื่นๆ
เราลองมาทบทวนความเข้าใจเกี่ยวกับปัญหาโลกร้อนและข้อตกลงระหว่างประเทศที่เกิดขึ้นกันสักเล็กน้อย
โลกร้อน เป็นชื่อที่ใช้เรียกปัญหาที่เกิดจากการเปลี่ยนแปลงของสภาพภูมิอากาศโลก
(Climate Change) โดยจากข้อมูลทางวิทยาศาสตร์ทำให้สังคมโลกรับรู้ว่าปัญหาโลกร้อนเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นจริง
และนับวันจะทวีความรุนแรงมากขึ้น คาดกันว่าในช่วงศตวรรษที่ 21 อุณหภูมิเฉพาะผิวโลกจะเพิ่มขึ้นประมาณ
1.4 - 5.8 องศาเซลเซียส ทำให้ภูเขาน้ำแข็งที่ขั้วโลกละลายตัวและระดับน้ำทะเลเฉลี่ยของโลกจะเพิ่มสูงขึ้น
9 - 88 เซนติเมตร และทำให้เกิดปัญหาการเปลี่ยนแปลงของปริมาณน้ำฝน ความถี่ในการตก
ความแห้งแล้ง และการแพร่ระบาดของโรคภัยชนิดต่างๆ
เมื่อมวลมนุษย์รับรู้ความจริงเหล่านี้ก็ได้มีความพยายามแก้ไข
โดยในปี 2537 นานาประเทศได้ลงนามในอนุสัญญาว่าด้วยการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศโลก
นัยว่าประเทศต่างๆ จะร่วมกันแก้ไขและป้องกันปัญหานี้ โดยประเทศที่พัฒนาแล้วต้องให้การช่วยเหลือประเทศที่ด้อยกว่าเพื่อ
รักษาความเข้มข้นของปริมาณก๊าซเรือนกระจก (GHGs) ให้อยู่ในระดับที่ปลอดภัย
ไม่มีผลต่อความมั่นคงทางอาหารและการพัฒนาเศรษฐกิจที่ยั่งยืน จนกระทั่งนำมาสู่การลงนามในพิธีสารเกียวโตในปี
2540 ที่ระบุว่าต้องลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกโดยรวมแล้วไม่น้อยกว่าร้อยละ
5 จากระดับการปล่อยโดยรวมของกลุ่มในปี 2533 ให้ได้ภายในปี 2551 - 2555
ถึงวันนี้ภาคประชาสังคมทั้งหลายต่างเล็งเห็นแล้วว่าท่ามกลางทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจที่เป็นไปอย่างเร่งรีบและแปลกแยกในปัจจุบัน
การบรรลุความตกลงดังกล่าวนั้นเป็นสิ่งที่ยากจะเกิดขึ้นได้จริง
ทุกวันนี้ รัฐเท็กซัสซึ่งมีประชากรราว
21 ล้านคน ปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่ากับ การปล่อยของประเทศกำลังพัฒนา 119 ประเทศ
ที่มีประชากรรวมกัน 1 พันล้านคน หรือประชากร 0.5 ล้านคนในรัฐไวโอมิ่ง มีการปล่อยก๊าซคาร์บอนเท่ากับการปล่อยของประเทศกำลังพัฒนา
72 ประเทศ ไปจนถึงต้นทุนการลดก๊าซเรือนกระจกในอเมริกาสูงกว่าต้นทุนการลดก๊าซในประเทศกำลังพัฒนา
6-9 เท่า ซึ่งแน่นอนว่าการลดก๊าซเรือนกระจกทำให้อัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจของอเมริกาลงลง
2% ต่อปี อีกทั้งปัญหาโลกร้อนส่วนใหญ่ก็เกิดขึ้นภายใต้ภาคพลังงานและอุตสาหกรรมมากกว่าภาคเกษตรกรรมและที่อยู่อาศัย
เช่นนี้แล้ว ปัญหาโลกร้อนจึงเป็นสิ่งที่แยกไม่ออกจากกระบวนทัศน์การพัฒนาที่ครอบโลกอยู่ทุกวันนี้
และการแก้ปัญหาโลกร้อนไม่ใช่แค่เรื่องการควบคุมก๊าชเรือนกระจกไม่ให้หลุดไปสู่ชั้นบรรยากาศ
แต่มันคือการกลับมาตั้งคำถามว่าแนวทางเศรษฐกิจและวิถีการบริโภคแบบใดที่จะสัมพันธ์สอดคล้องกับศักยภาพของโลกใบนี้
ประเทศไทยกับปัญหาโลกร้อน
ภาพที่เห็นจนชินตาของผู้เข้าร่วมเวทีโลกร้อนที่บาหลี เมื่อมองมายังตำแหน่งที่นั่งของตัวแทนจากรัฐบาลไทยคือ
ความว่างเปล่า สิ่งนี้คล้ายบอกเป็นนัยถึงท่าทีของประเทศไทยกับปัญหาระดับโลกชนิดนี้
แม้ว่ามติคณะรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 27 สิงหาคม 2545 จะเห็นชอบให้ประเทศไทยให้สัตยาบันเข้าร่วมเป็นภาคีสมาชิกพิธีสารเกียวโต
และให้พยายามลดการก่อให้เกิดก๊าซเรือนกระจกให้มากที่สุด แต่จนถึงทุกวันนี้อาจกล่าวได้ว่ารัฐบาลไทยยังไม่ได้มีมาตรการรับมือกับปัญหานี้อย่างจริงจังและมีประสิทธิภาพเพียงพอ
ส่วนหนึ่งคงต้องยอมรับว่าประเทศไทยอยู่ในกลุ่มประเทศที่ไม่ต้องถูกกำหนดให้ลดปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจกลง
แต่ถึงอย่างไรในที่สุดประเทศไทยก็ไม่สามารถปฏิเสธการมีอยู่ของปัญหารวมทั้งผลกระทบที่จะเกิดขึ้นได้
โดยเฉพาะผลกระทบที่จะนำมาสู่ความขัดแย้งระหว่างภาคเมืองและภาคชนบท
ในขณะที่คนเมืองเริ่มตื่นเต้นกับกระแสโลกร้อนด้วยการซื้อถุงผ้ามาใช้
แต่เกษตรกรรายย่อยต้องทุกข์ทนกับสภาพอากาศที่วิปริตซึ่งนำมาสู่ความเสียหายของผลผลิตและปัญหาหนี้สินล้นตัว
และทั้งๆ ที่ภาครัฐประกาศว่าจะจัดการกับปัญหาโลกร้อนโดยเฉพาะในภาคพลังงาน
แต่นโยบายพลังงานของชาติกับไปจดจ่ออยู่กับการ จัดหา มากกว่า
จัดการ ซึ่งสุดท้ายก็หนีไม่พ้นการเอาโรงไฟฟ้านิวเคลียร์มายัดเยียดให้กับคนไทย
ตราบใดที่คนเมืองยังถูกทำให้เชื่อว่ายังไงเสียรัฐจะต้องหาพลังงานมาตอบสนองความต้องการได้อยู่ตลอดเวลา
และสามารถจ่ายค่าไฟฟ้าในราคาที่ไม่ได้บวกต้นทุนที่เกิดจากการทำลายทรัพยากรสิ่งแวดล้อมและสังคมอย่างแท้จริง
ก็เป็นคำอธิบายที่ว่าเหตุใดผู้คนในสังคมเมืองจึงไม่ค่อยใส่ใจกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการบริโภคพลังงานอย่างจริงจัง
เป็นเพียงการแสดงออกเพื่อความสบายใจ ซึ่งไม่เพียงพอที่จะเกิดพลังการเปลี่ยนแปลงได้
พืชพลังงานปะทะพืชอาหาร : ผลพวงของปัญหาโลกร้อน
เมื่อสถานการณ์พลังงานจากฟอสซิล
(เช่น น้ำมัน ก๊าซธรรมชาติ) เริ่มเข้าสู่ภาวะวิกฤติ จากการคาดการณ์ว่าน้ำมันจะหมดไปจากโลกในอีกไม่ช้า
ประกอบกับราคาน้ำมันที่นับวันจะเพิ่มสูงขึ้นอย่างเป็นประวัติการณ์ ประเด็นพลังงานทางเลือกจึงกลายเป็นเรื่องที่ภาครัฐให้ความสนใจเป็นอันดับต้นๆ
คำถามก็คือ เมื่อพูดถึงคำว่า
พลังงานทางเลือก จะหมายถึงสิ่งใดมากกว่ากันระหว่างการค้นหาวิธีใช้พลังงานที่มีอยู่อย่างเหมาะสม
กับการค้นหาอะไรก็ได้ที่จะมาแทนพลังงานที่ใช้อยู่ในปัจจุบัน
ดูเหมือนว่าคำตอบของฝ่ายนโยบายจะเป็นอย่างหลังมากกว่าอย่างแรก ซึ่งในที่สุดก็มาสู่คำอธิบายที่ว่าทำไมพืชพลังงานจึงกลายเป็นสิ่งที่ภาครัฐให้การสนับสนุนอย่างออกหน้าออกตา
แน่นอนที่คำกล่าวอ้างถึงประเด็นความใส่ใจต่อสิ่งแวดล้อมจะถูกหยิบยกขึ้นมาสร้างความชอบธรรมกับสาธารณชน
แต่ในความเป็นจริงใช่หรือไม่ที่เหตุผลเรื่อง ความมั่นคงทางพลังงาน
(คือหาพลังงานใช้ให้พอ) กับ การเติบโตของอุตสาหกรรมพืชพลังงาน
(คือผลประโยชน์ของภาคธุรกิจ) คือประเด็นที่แฝงเร้นอยู่เบื้องหลังซึ่งมีความสำคัญมากกว่า
ซ้ำร้ายไปกว่านั้น เอาเข้าจริงๆ
การส่งเสริมพืชพลังงานก็ไม่ได้ช่วยแก้ไขปัญหาโลกร้อนได้อย่างแท้จริง เนื่องจากพบว่า
90 % ของพลังงานที่ผลิตได้จากพืชพลังงานทั่วโลกถูกใช้ไปในภาคของการขนส่ง
อีกทั้งการผลิตพลังงานจากพืชบางครั้งก็กลับมาสร้างปัญหาให้กับโลกมากยิ่งขึ้น
ไม่ว่าจะเป็นการปลูกพืชพลังงานเชิงเดี่ยวเหล่านี้จะนำไปสู่การปล่อยก๊าซไนโตรเจนไดออกไซด์ในปริมาณมาก
(ซึ่งเป็นก๊าชเรือนกระจกที่มีความร้ายแรงกว่าก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ถึง 310
เท่า) หรือทุกๆ 1 ลิตรของเอทานอลที่ผลิตได้หมายถึงน้ำที่ต้องสูญเสียไป 3-5
ลิตร ไปจนถึงปัญหาการใช้ที่ดินจากการทำลายพื้นที่ป่าเพื่อเอามาปลูกพืชพลังงานเชิงเดี่ยวเหล่านี้
เป็นต้น
สิ่งเหล่านี้เห็นได้อย่างชัดเจนว่าการส่งเสริมให้ปลูกพืชพลังงานเพื่อนำมาเป็นพลังงานทางเลือกไม่ได้นำไปสู่การแก้ปัญหาได้อย่างแท้จริง
เพราะความสัมพันธ์เชิงอำนาจไม่ได้เปลี่ยนแปลง ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากพลังงานเหล่านี้ก็ยังคงเป็นคนกลุ่มเดิมที่ครอบครองเศรษฐกิจโลกอยู่ในปัจจุบัน
ในขณะที่ฝ่ายที่ได้รับผลกระทบและรับเคราะห์กรรมก็ยังเป็นเกษตรกรรายย่อยหรือคนยากคนจนเฉกเช่นเดิม
เช่นนี้แล้วเราควรทำเช่นไร จะมีวิธีตั้งรับต่อกรกับปัญหานี้อย่างไร?
ช่วยกันหยุดโลกใบนี้...ให้หมุนช้าลง
ถึงที่สุดแล้วการรับมือกับปัญหาโลกร้อนคงไม่มีทางไหนดีไปกว่าการปรับกระบวนทัศน์การพัฒนาเสียใหม่
ให้มาสู่แนวทางที่เป็นมิตรกับโลกมากยิ่งขึ้น ปรับวิถีการดำรงชีวิตและการบริโภคให้สอดคล้องกับศักยภาพของระบบนิเวศ
รวมทั้งปรับโครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเมืองโลกให้หันมาสู่ทิศทางของความเป็นธรรม
ทั้งระหว่างมนุษย์กับสิ่งแวดล้อมและที่สำคัญระหว่างมนุษย์ด้วยกันเอง
ในมิติของการผลิตก็ควรให้ความสำคัญกับรูปแบบที่สร้างให้เกิดความยั่งยืนมากกว่าการตอบสนองกลไกตลาดโลกที่ถูกผูกขาดการให้คำนิยามโดยบรรษัทข้ามชาติและรัฐบาลของประเทศพัฒนาแล้ว
อาทิเช่น การปรับเปลี่ยนระบบการผลิตอาหารให้มาสู่วิถีเกษตรกรรมยั่งยืน การกระจายผลผลิตที่เน้นการแบ่งปันภายในชุมชนมากกว่าการรวมศูนย์จัดการ
และการใช้ที่ดินเพื่อตอบโจทย์ความหลากหลายและความมั่นคงทางอาหารของท้องถิ่น
มากกว่าการใช้ที่ดินเป็นเพียงสินค้าที่ใครมีอำนาจหรือกำลังทุนก็ได้กรรมสิทธิ์ผูกขาดครอบครอง
ทั้งหลายทั้งปวงนี้ หากจะกลายอย่างรวบรัดก็คงมีนัยยะของการทบทวนกระแสโลกาภิวัฒน์ในปัจจุบัน
ที่นับวันจะให้โลกหมุนด้วยอัตราเร่ง ยิ่งหมุนเร็วเท่าไร โลกก็ยิ่งร้อนมากขึ้นเท่านั้น
การจะทำให้โลกคลายความร้อนรุ่ม จึงไม่มีทางใดดีไปกว่าให้มันหมุนช้าลงบ้าง
ครับ...ถึงตรงนี้ คำพูดที่ว่าโลกร้อนได้ก็เย็นได้
คล้ายจะเป็นทั้งความหวังและสัจธรรมที่ลึกซึ้งควบคู่กันไป
เหลือเพียงว่าเมื่อใดและอย่างไรเท่านั้นเอง

ข้อมูลและภาพประกอบ : เวทีสัมมนาเรื่อง รายงานหลังการประชุมที่บาหลี:
สถานการณ์ ประเด็น และนัยยะที่ต้องตามติด วันที่ 8 มกราคม 2551 ณ
อาคารวิศิษฐ์ ประจวบเหมาะ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย จัดโดยโครงการศึกษาและปฏิบัติการงานพัฒนา
(โฟกัส)
|