กลับไป sathai โฮมเพจ

ตลาด...ความสัมพันธ์ผู้ผลิตกับผู้บริโภค

<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ารวมเรื่อง


อารีรัตน์ กิตติศิริ
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก



      “ พี่น้องที่มีเมล็ดพันธุ์ พืชผัก หรือไม้ผลให้เอามารวมกันบริเวณเวทีงาน เดี๋ยวเราจะทำการบายศรีรับขวัญแม่โพสพที่ปกป้องดูแลผลผลิตให้อุดมสมบูรณ์ตลอดมา....” เสียงโฆษกป่าวประกาศผ่านเครื่องขยายเสียงช่วงบ่ายในงานบายศรีสู่ขวัญเมล็ดพันธุ์ท้องถิ่น กินอาหารปลอดภัย ครั้งที่ 2 ที่ตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์ เมื่อ 23 กุมภาพันธ์ที่ผ่านมา พิธีบายศรีสู่ขวัญ ถือเป็นวิถีชาวนามีมาแต่ดั้งเดิมที่เชื่อมโยงผูกพันให้ความเคารพธรรมชาติและแม่โพสพที่คอยดูแลปกป้องรักษาผืนนาตั้งแต่เริ่มทำนาจนกระทั่งเก็บเกี่ยว เมื่อได้ผลผลิตจึงทำพิธีขอบคุณแม่โพสพอีกครั้ง ดังนั้นเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ โครงการเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรสุรินทร์ คณะกรรมการตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์ สหกรณ์เกษตรอินทรีย์กองทุนข้าวสุรินทร์ จึงได้จัดกิจกรรมนี้ขึ้นมาเสริมในตลาดนัดสีเขียวซึ่งเป็นจุดนัดพบของเกษตรกรผู้ผลิตอาหารอินทรีย์กับผู้บริโภคในเมืองสุรินทร์ที่มีเป็นประจำทุกวันเสาร์อยู่แล้ว
       เสาร์นี้ตลาดนัดสีเขียวคึกคักไปด้วยผู้ผลิต ผู้บริโภคและคนต่างถิ่น เพราะนอกจากเป็นวันพิเศษมีการบายศรีสู่ขวัญแล้ว ยังมีนิทรรศการพันธุกรรมพื้นบ้านทั้งบอร์ดและของจริงให้เห็น ให้รู้และให้ชิม มีถังพลาสติกสีดำพร้อมฝาปิดสกรีนคำว่า “โครงการขยะยิ้ม” ที่เป็นโครงการแยกและเก็บขยะเพื่อนำไปทำเป็นน้ำหมักชีวภาพใช้ประโยชน์ในการผลิตพืชผักอินทรีย์



ตลาดสีเขียวสุรินทร์นี้ แน่จริงๆ

        สินค้าอินทรีย์ที่วางขายหลากหลายนั้นน่าสนใจอย่างยิ่ง เพราะล้วนเป็นอาหารท้องถิ่น เช่น ขนม เนียล กันเตรียม ลำเจียก ต้มด่าง ต้มยาวที่แปรรูปจากข้าวเหนียว มะพร้าวมีทั้งอ่อนและเผา ปูนามีทั้งต้มและแกง ปลาดุก ปลาช่อน ปลาหมอเผาและสด ไก่พื้นบ้านปิ้ง แกงหรือสดมีให้เลือก ที่ขายดิบขายดีก็คือหมูอินทรีย์หรือหมูหลุมซึ่งหากินไม่ได้ง่าย มีข้าวพื้นบ้านทั้งข้าวเจ้าและข้าวเหนียว ผักที่ขายมีใบยอ ถั่วฝักยาว ผักชีลาว ผักกาด เหล่านี้ส่งความรู้สึกว่าสินค้าที่ขายท้าทายเหลือเกินกับยุคที่ผู้บริโภคให้ความสนใจพืช ผักอาหาร ขนมไม่กี่ชนิด ข้าวมะลิสีขาว ผักกะหล่ำปลี แครอท ข้าวโพดฝักอ่อนหรือง่ายสุดกระเพราไข่ดาว ไก่จากฟาร์มทอด แต่ที่รู้ๆกันสินค้าเหล่านี้วางขายราวๆ 4-5 ชั่วโมงก็หมด และนี่คือความแน่ของตลาดสีเขียวที่เกิดขึ้นมานาน 5 ปี
       แน่ตรงที่ ทำได้อย่างไร.... ทำไมผู้บริโภคถึงให้ความไว้วางใจกับสินค้าอินทรีย์ที่เป็นอาหารท้องถิ่นมีผู้ผลิต 60-80 ครอบครัวมาวางขายในทุกวันเสาร์ และต่างรีบซื้อบ้างก็ซื้อตุนให้พอกินครบอาทิตย์
       ในวงเสวนาเล็กๆ “ พันธุ์พืชพื้นบ้าน อาหารพื้นถิ่น” ที่เกิดขึ้นก่อนพิธีบายศรีสู่ขวัญนั้น อาจเป็นคำตอบได้บ้างกัญญา อ่อนศรี เกษตรกรผู้ผลิตสินค้าอินทรีย์รายหนึ่งกล่าวว่า “ เมื่อเริ่มทำเกษตรอินทรีย์นั้นตนต้องการเพียงอยากให้สุขภาพดีและมีอาหารปลอดภัยกินเท่านั้นไม่ได้คำนึงถึงผู้บริโภคเท่าไร แต่พอมาทำเรื่องตลาดเริ่มพูดคุยกับผู้บริโภคก็นึกถึงสุขภาพผู้บริโภคอยากให้ผู้บริโภคได้อาหารปลอดภัยที่มาจากแปลงของเรา ความสัมพันธ์ของเรากับผู้บริโภคจึงเกิดขึ้น เราเลยเกื้อกูลกัน ส่วนการผลิตนั้นเราเลือกวิธีการผลิตที่สอดคล้องกับพื้นที่และฤดูกาล เช่น เราปลูกผักพื้นบ้านเพราะเราเก็บเมล็ดได้เองและดูแลง่ายเป็นการลดต้นทุนของเรา หรือเราเลือกปลูกข้าวพื้นบ้านเพราะสามารถแปรรูปทำขนมได้หลายชนิด ผู้บริโภคต้องเข้าใจประเด็นนี้ อย่างไรก็ตามเวลาเอาของมาขายเราก็ถามความต้องการของผู้บริโภคเหมือนกันว่าต้องการบริโภคอย่างไร “
       ดังนั้น วิธีการเชื่อมผู้ผลิตกับผู้บริโภคจึงเกิดขึ้นง่ายๆโดยการแลกเปลี่ยน พูดคุยทำความรู้จักกันในทุกๆวันเสาร์ ด้วยวิธีนี้ทำให้ผู้ผลิตและผู้บริโภคเข้าใจกันจากเดิมที่ไม่รู้จักกัน มีหน้าที่ขายก็ขายผู้บริโภคก็มีหน้าที่ซื้อไป
     
       ในฐานะผู้ผลิตอีกราย ประสงค์ ศรีสะอาด นอกจากทำหน้าที่ในการผลิตสินค้าอินทรีย์แล้วประสงค์ยังให้ความสำคัญต่อพันธุกรรมข้าวพื้นบ้าน ให้ความเห็นว่า “การหันมาทำเกษตรอินทรีย์นั้นทำให้ตนรู้ว่าเมล็ดพันธุ์มีความสำคัญ เราต้องเก็บเมล็ดพันธุ์ของตัวเองมากขึ้น ทำให้เรียนรู้ระบบนิเวศ การปลูกพืช เลี้ยงสัตว์ที่ผสมผสานหลากหลายสอดคล้องสิ่งแวดล้อม เรียนรู้การพึ่งพาตนเอง หากไม่ทำเช่นนี้เมล็ดพันธุ์อาจตกอยู่ในกำมือของบริษัท แล้วเราต้องซื้อเมล็ดพันธุ์กระป๋องมาปลูกและต้องซื้อปุ๋ยเคมีและยากำจัดศัตรูพืชอีก ถ้าเป็นแบบนั้นเราไม่เป็นอิสระ เราต้องปกป้องไม่ให้เมล็ดพันธุ์ตกไปอยู่ในกระป๋องของบริษัท และในการอนุรักษ์เมล็ดพันธุ์พื้นบ้านนั้นได้มีการรวมตัวเป็นเครือข่ายเมล็ดพันธุ์ของจังหวัดสุรินทร์ ปัจจุบันสามารถรวบรวมรักษาพันธุ์ข้าวไว้อย่างน้อย 20 สายพันธุ์ และในฐานะผู้ผลิตอยากฝากกับผู้บริโภคว่า มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องประสานสร้างความเข้าใจกันระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำอย่างไรให้ผู้บริโภคสนใจพืชผักอาหารพื้นบ้านและเรียนรู้ว่าต้องกินผักตามฤดูกาล “
        เช่นเดียวกันศรชัย แม้นประสาท หนึ่งในผู้บริโภคเมืองสุรินทร์ที่ร่วมเวทีเสวนา ให้ความห่วงใยต่อผู้บริโภคอย่างมาก ยกตัวอย่างเช่นอาหารสำเร็จที่กินอยู่ในมีผงชูรสจำนวนมาก ในหม้อน้ำซุปก๋วยเตี๋ยวใส่ผงชูรสถึง 1 กิโลกรัม ขณะมาตรฐานกำหนดให้กินได้สูงสุด 1 ช้อนชาพูนต่อวันต่อคนมีน้ำหนัก 50 กิโลกรัมเท่านั้น ในส้มตำในอาหารที่วางขายล้วนใส่ผงชูรสเกินมาตรฐานกำหนดทั้งนั้น นั่นหมายถึงผู้บริโภคไม่มีทางเลือก
ส่วนตนที่หันมาสนใจสุขภาพและการบริโภคอาหารที่ผลิตจากระบบอินทรีย์นั้นเนื่องจากใกล้ชิดกับผู้ป่วยด้วยโรคมะเร็งและเชื่อว่ามันมาจากสาเหตุการบริโภคที่ผิดวิธี จึงได้หันมาซื้ออาหารที่ตลาดนัดสีเขียวเพราะเชื่อมั่นว่าอาหารปลอดภัย ได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับผู้ผลิตทำให้เข้าใจผู้ผลิตมากขึ้น ได้ร่วมโครงการขยะยิ้มแล้วทำน้ำหมักชีวภาพที่บ้านแล้วโครงการฯก็มาเก็บเอาไปให้กับผู้ผลิตใช้ในการทำเกษตรอีกที เมื่อช่วงเดือนธันวาคมปี 2550 ทางตลาดได้จัด “ กลุ่มผู้ผลิตชวนผู้บริโภคเที่ยวทุ่งเกษตรอินทรีย์ ”ที่บ้านทัพไท ตำบลทมอ อำเภอปราสาท ตนได้พาภรรยาและลูกๆไปในครั้งนั้น เราได้เกี่ยวข้าวและเรียนรู้การทำเกษตรอินทรีย์มากขึ้นทำให้ครอบครัวได้ตระหนักถึงการบริโภคอาหารที่ปลอดภัย เข้าใจวิธีการผลิต เข้าใจเห็นความสำคัญของอาหารท้องถิ่นพืชผักพื้นบ้าน ที่สำคัญวันนั้นครอบครัวมีความสุข ลูกๆสนุกสนาน และที่ได้มากไปกว่านั้นก็คือ ความสัมพันธ์ที่ดีของผู้ผลิตกับผู้บริโภค สุดท้ายศรชัยได้ให้ความเห็นว่า “ การทำตลาดอินทรีย์ให้ได้ดีนั้น ต้องทำให้ผู้บริโภคมีข้อมูลด้านการผลิต การบริโภคอาหารที่ดีและมีตลาดสินค้าอินทรีย์รองรับ ”
ส่วนสุภา ใยเมือง จากมูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนได้เล่าประสบการณ์การทำตลาดสีเขียวที่ได้เห็นตัวอย่างจากประเทศญี่ปุ่นมาว่า “ ผู้บริโภคญี่ปุ่นนั้นมีความตื่นตัวเรื่องการบริโภคอาหารอินทรีย์มาก มีการให้การศึกษากับคนรุ่นใหม่ถึงความปลอดภัยของการบริโภคอาหาร รัฐบาลญี่ปุ่นมีนโยบายท้องถิ่นที่สนับสนุนทั้งการผลิตและการบริโภค จึงพบว่าในท้องถิ่นมีสินค้าอินทรีย์วางขาย มีการจัดเวทีแลกเปลี่ยนของผู้ผลิตกับผู้บริโภค ผู้ผลิตให้ความรู้กับผู้บริโภคถึงการใช้ประโยชน์ การแปรรูปจากผลผลิตที่หลากหลายทำให้ผู้บริโภคเองสามารถซื้อพืชผักและกลับมาทำอาหารได้หลากหลายชนิด “

แน่กันทั้งผู้ผลิตและผู้บริโภค...
        เห็นได้ว่า ความแน่ของการจัดการตลาดสีเขียวสุรินทร์นั้นเกิดขึ้นได้จากความเข้าใจระหว่างผู้ผลิตกับผู้บริโภค ซึ่งไม่ได้เกิดขึ้นได้ง่ายๆนัก หากไม่มีคณะกรรมการตลาดที่เข้มแข็งจริงจัง ไม่มีเครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือกสุรินทร์ ไม่มีโครงการส่งเสริมประสิทธิภาพเกษตรกรจังหวัดสุรินทร์ หรือไม่มีหน่วยงานของจังหวัดที่คอยหนุนเสริม ช่วยเหลือและเห็นร่วมว่าสุขภาพที่ดีนั้นมาจากการบริโภคอาหารที่มาจากระบบเกษตรอินทรีย์ที่ต้องมีความหลากหลายชนิดของพืชผักในแปลง ต้องใช้พืชสัตว์พื้นบ้านที่สอดคล้องเหมาะสมกับท้องที่ ไม่ทำลายสภาพแวดล้อม และจะขาดไม่ได้หากไม่มีผู้บริโภคที่เข้าใจในระบบการผลิตอินทรีย์และหันหลังให้กับการบริโภคตามกระแสหลักที่เป็นอยู่

  

เริ่มจากจุดเล็กๆ ....วาดฝันถึงสังคมไทย
        ตลาดนัดสีเขียวสุรินทร์เป็นจุดเล็กๆที่เริ่มในสังคมไทย นอกเหนือจากจุดเล็กๆที่กระจายอยู่ในภาคอีสาน ภาคเหนือ ภาคกลางและภาคใต้ โดยมีเกษตรกรผู้ผลิต มีผู้บริโภคที่ต่างให้ความเชื่อมั่นและสร้างความสัมพันธ์รวมกัน ถึงแม้ว่าในภาพรวมของประเทศการผลิตอาหารอินทรีย์และการบริโภคยังไปไม่ถึงไหนมากนัก เหมือนคำถามที่อุบล อยู่หว้า จากเครือข่ายเกษตรทางเลือก ภาคอีสาน ผู้ดำเนินรายการในวันนั้นถามถึงความเห็น “ กลไกอาหารระดับประเทศ เปิดโอกาสให้พืชท้องถิ่นอาหารพื้นบ้านได้มากน้อยเพียงใด”
ซึ่งได้รับความเห็นจากสุภา ใยเมืองว่า “ โดยภาพรวม กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ฯมีนโยบายส่งเสริมเกษตรยั่งยืน มีโครงการเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งได้มีการดำเนินการไปบ้างแล้ว นอกจากนี้ยังมีความพยายามจัดตั้งคณะกรรมการอาหารแห่งชาติที่มาจากตัวแทนทั้งหน่วยงานรัฐและเอกชนมารวมกันเพื่อกำหนดและวางแผนแนวทางเรื่องอาหารปลอดภัย มาดูแลเรื่องโภชนาการอาหาร การบริโภคอาหาร และเชื่อมโยงกับระบบการผลิตของเกษตรกรที่ผลิตอย่างไรให้ปลอดภัยและพึ่งตนเองได้ไม่ใช่ผลิตแล้วเกษตรกรยังยากจน ผลิตแล้วไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม แต่ก็อยู่ในช่วงที่พูดคุยกันซึ่งต้องมีการประสานให้เกิดขึ้นอย่างจริงจังต่อไป “
        จากความเห็นนี้ พอเห็นความหวังวาดฝันได้ว่า วันหนึ่งสังคมไทยจะก้าวเดินไปสู่เกษตรอินทรีย์อย่างจริงจังถึงแม้ว่าความหวังนั้นอีกยาวไกลก็ตาม แต่ทั้งนี้ก็เชื่อว่า การผลิต การบริโภค สุขภาพ การพึ่งตนเอง และรักษาสิ่งแวดล้อมของคนไทยในประเทศ หรืออาจหมายไปถึงการหยุดภาวะโลกร้อน
         สุดท้าย “ ขอบคุณผู้บริโภคสุรินทร์ที่ให้กำลังใจกับผู้ผลิตโดยเลือกบริโภคอาหารท้องถิ่นที่เป็นอินทรีย์ รวมทั้งการดูแลให้ความสำคัญต่อสุขภาพ และถ้าผู้บริโภคเข้าใจการบริโภคพืช ผักตามฤดูกาล เกษตรกรผู้ผลิตก็สามารถอยู่ได้ หากเป็นแบบนี้เราก็อยู่ร่วมกันอย่างมีความสุข เกื้อกูลกัน สิ่งแวดล้อมก็ไม่ถูกทำลาย ชุมชนก็เป็นสุข ” กัญญา อ่อนศรีกล่าว