|
|
|
ทำไม..และอย่างไร..กับวิจัยเพื่อท้องถิ่น |
<< กลับหน้าแรก
<< กลับหน้ารวมเรื่อง เรียบเรียงโดย นาถพงศ์ พัฒนพันธ์ชัย
แต่ก็เหมือนคำว่า วิจัย ก็คล้ายเป็นสิ่งแสลงของชาวบ้านเช่นกัน หากมองย้อนไปยังพัฒนาการการศึกษาของคนไทย คำว่าวิจัยเป็นเสมือนเครื่องมือเฉพาะของนักวิชาการ และสังคมก็ถูกชี้นำให้เห็นว่าผู้ที่จะทำการวิจัยได้ต้องผ่านการศึกษาในระดับสูง อีกทั้งขั้นตอนของการวิจัยจะต้องเป็นอย่างนั้นอย่างนี้จิปาถะ จนทำให้คนทั่วไปรู้สึกว่า วิจัยเป็นของสูง และควรปล่อยให้นักวิชาการเป็นผู้ทำไป จึงไม่แปลกที่ชาวบ้านจะมองคำว่า วิจัย ด้วยสายตาที่หวาดหวั่น กลัวว่าตนจะทำไม่ได้ กลัวว่าจะผิดพลาด กลัวต่างๆ นานาสารพัด ทั้งๆ ที่ในชีวิตจริงของชาวบ้าน การคิดค้นภูมิปัญญาท้องถิ่น การต่อสู้กับปัญหาในวิถีการผลิต การลองผิดลองถูกจนได้แนวทางที่เหมาะสมเหล่านี้เป็นต้น ก็ไม่ได้หนีไปจากความมุ่งหมายของการวิจัยเลย และบางครั้งก็มีเหมือนมีคุณค่ามากกว่างานวิจัยบางประเภท เพราะเกิดขึ้นเพื่อใช้ประโยชน์ได้ในชีวิตจริง คำว่า วิจัย มาจากภาษาอังกฤษว่า Research ซึ่งในความหมายท้องถิ่นมันก็คือการ ซอกหาความรู้ การ สาวลึกลงไป การ ค้นแล้วค้นเล่าจนได้คำตอบที่เหมาะสม หรือแม้แต่การทำความเข้าใจกับปรากฎการณ์ทางธรรมชาติก็เป็นการวิจัยรูปแบบหนึ่งเช่นกัน ดังนั้น การวิจัยจึงไม่ใช่ของใหม่และย่อมไม่ใช่เครื่องมือของนักวิชาการเท่านั้น
แต่ชาวบ้านทุกคนสามารถที่จะทำวิจัยได้ และอาจจะทำได้ดีกว่าด้วย โดยเฉพาะการวิจัยที่เป็น
การวิจัยเพื่อท้องถิ่น เนื่องจากชาวบ้านนั่นทำวิจัยเพื่อแก้ไขปัญหาของตัวเองและชุมชน เมื่อพิจารณากระบวนทัศน์การวิจัยโดยทั่วไปในอดีตที่ลงไปสู่ชุมชน
จะพบว่าเป็นกระบวนการศึกษาที่อาศัยนักวิจัยที่เป็นคนภายนอกชุมชนเป็นหลัก
ตั้งแต่การตั้งโจทย์วิจัย การตั้งสมมติฐาน การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์สรุปผล
และการจัดทำรายงาน โดยที่ชุมชนมักเป็นเพียงแหล่งศึกษาหรือผู้ให้ข้อมูล ซึ่งบ่อยครั้งจะถูกตั้งคำถามจากชุมชนว่าทำวิจัยไปแล้วได้อะไร
หรือสามารถนำไปแก้ไขปัญหาใดบ้างในชุมชน ไม่พักต้องพูดถึงว่าหลายต่อหลายครั้งที่ผลการศึกษาวิจัยไม่เคยกลับมาสู่ชุมชน
แต่กลับไปวางไว้อยู่บนชั้นหนังสือหรือในห้องสมุด ในขณะที่การวิจัยเพื่อท้องถิ่นนั้นมีกระบวนทัศน์ที่ความแตกต่างออกไป
เพราะเป็นการวิจัยที่เน้นกระบวนการเรียนรู้ของคน/กลุ่มคนมากกว่าเน้นข้อมูลหรือความรู้ทางวิชาการ
และเป้าหมายของการวิจัยก็เพื่อชุมชนเพื่อท้องถิ่นมากกว่าเพื่อสนองความอยากรู้ของคนภายนอกชุมชน
ดังนั้นการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจึงเป็นเรื่องของชุมชน
2. ชุมชนทำวิจัยเอง : นับเป็นหลักการสำคัญที่ผู้เข้าร่วมงานวิจัยจะต้องทำความเข้าใจ และต้องเชื่อมั่นว่าชุมชนสามารถทำวิจัยเองได้ อย่างไรก็ตามการหนุนเสริมจากพี่เลี้ยงภายนอกชุมชนก็เป็นปัจจัยสำคัญที่จะช่วยสนับสนุนการทำวิจัยของชุมชน 3. การมีส่วนร่วมของหลายฝ่าย : โดยเฉพาะอย่างยิ่งการมีส่วนร่วมของเจ้าของปัญหาและผู้ที่ใกล้ชิดกับเจ้าของปัญหา ซึ่งการสร้างการมีส่วนร่วมที่เหมาะสมจะทำให้เกิดความรู้สึกเป็นเจ้าของงานวิจัยของชุมชนและกลุ่มเป้าหมาย ทั้งนี้ การออกแบบกระบวนการทำงานร่วมกัน ตั้งแต่การแบ่งบทบาทที่ชัดเจนในทีมงานวิจัยที่เหมาะกับทักษะ ความชอบของแต่ละคน ให้มีโอกาสได้พัฒนาตนเองผ่านการได้ลงมือทำจริงในกิจกรรมต่างๆ จนสามารถถ่ายทอดสู่กลุ่มเป้าหมายได้ ก็นับเป็นเรื่องใหญ่ที่ต้องให้ความสำคัญควบคู่กันไป 4. พัฒนาและยกระดับการใช้ความรู้ท้องถิ่น (หรือภูมิปัญญาท้องถิ่น) : ในการวิจัยเพื่อท้องถิ่นจะเป็นการสร้างโอกาสให้ชุมชนหันมาทบทวนศักยภาพหรือทุนเดิม ที่เป็นระบบความรู้ที่อยู่คู่กับชุมชนมานาน แล้วนำไปผสมผสานกับความรู้ใหม่ที่มีอยู่ ในการแก้ไขปัญหาหรือพัฒนาชุมชน มากกว่าการพึ่งพาแต่ความรู้จากภายนอกเพียงอย่างเดียว โดยชุมชนเป็นผู้ตัดสินใจเลือกใช้ความรู้นั้นๆ ผ่านกระบวนการกลุ่ม บนฐานความจริงในสถานการณ์ปัจจุบัน - การสร้างพุทธะ (ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน) คือ เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนในชุมชนให้เกิดจิตสำนึกท้องถิ่นและปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ในการพัฒนา - การสร้างธรรมะ (องค์ความรู้การพัฒนา) คือ เกิดองค์ความรู้ทั้งส่วนที่เกี่ยวกับกระบวนการวิจัยและองค์ความรู้ที่สามารถนำไปแก้ปัญหาของชุมชน - การสร้างสังฆะ (กลุ่มและเครือข่าย) คือ เป็นการประสานคน ประสานความร่วมมือ ทำให้เกิดความเข้มแข็งของชุมชนและเครือข่าย
- การมีส่วนร่วมเป็นสิ่งที่ขาดไม่ได้ในการพัฒนา เพราะการมีส่วนร่วมเป็นทั้งกระบวนการและเป้าหมายของการพัฒนา ซึ่งผู้ที่ควรมีส่วนร่วมมีตั้งแต่ผู้นำ/กลุ่ม/คนในพื้นที่ นักวิชาการ นักพัฒนาเอกชน และภาครัฐ โดยการมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัยจะหมายรวมถึงการมีส่วนร่วมตั้งแต่การกำหนดปัญหาการวิจัย การพัฒนากรอบ/ฐานคิดการวิจัย การออกแบบการวิจัย การเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูล การปฏิบัติการ ไปจนถึงการจัดทำรายงานผลการวิจัย ซึ่งการที่ใครจะเข้าร่วมในขั้นตอนใดและร่วมในระดับใดเป็นสิ่งที่ต้องพิจารณาให้เกิดความเหมาะสมตามแต่ละกลุ่มคน ประเด็นวิจัย และพื้นที่วิจัย ทั้งนี้ สามารถสรุปขั้นตอนและกระบวนวิจัยเพื่อท้องถิ่นที่เน้นรูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมได้ดังแผนภาพต่อไปนี้
อย่างไรก็ตาม การพัฒนาโจทย์วิจัยจนได้โครงการวิจัยที่มีพลังนั้น
เป็นขั้นตอนที่มีความสำคัญอย่างยิ่ง ซึ่งในระยะแรกอาจจำเป็นต้องอาศัยผู้หนุนเสริมจากภายนอกชุมชนมาสร้างกระบวนการวิเคราะห์และพัฒนาโจทย์
จนเมื่อชุมชนเกิดการเรียนรู้กระบวนการวิจัยที่เหมาะสมแล้ว ชุมชนจึงสามารถเป็นหลักในการพัฒนาโครงการวิจัยได้
ทั้งนี้ โครงการวิจัยที่มีพลังคือการวิจัยที่นำไปสู่เป้าหมายหลักของชุมชน/องค์กร/เครือข่าย
เป็นเสมือนเครื่องมือสนับสนุนการต่อสู้เชิงขบวนการ ช่วยสนับสนุนการผลักดันงานพัฒนาโดยชุมชน
รวมทั้งช่วยร้อยประสานกลุ่มคนทั้งในชุมชนเองและกลุ่มคนภายนอกชุมชน ในปัจจุบันสังคมได้เข้าสู่ยุคของการต่อสู้ที่อยู่บนฐานข้อมูลและองค์ความรู้ การได้รับการยอมรับในบริบทของสังคมจึงมักขึ้นอยู่กับศักยภาพในการพัฒนาความรู้ และยิ่งจะสร้างความชอบธรรมมากขึ้น หากองค์ความรู้ดังกล่าวมีการผูกสัมพันธ์กับวิถีชีวิตและนิเวศวัฒนธรรม ไม่ใช่องค์ความรู้ที่ถูกชี้นำจากคนภายนอก เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ซึ่งเป็นเครือข่ายความร่วมมือขององค์กรพัฒนาเอกชนและองค์กรชาวบ้าน ต่างเล็งเห็นว่าการพัฒนาองค์ความรู้นับเป็นยุทธศาสตร์ที่สำคัญประการหนึ่งในการขับเคลื่อนงานด้านการพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืน อันเป็นระบบการผลิตที่สอดคล้องกับนิเวศวัฒนธรรมในแต่ละท้องถิ่นและสร้างการพึ่งตนเองของเกษตรกรรายย่อย ซึ่งที่ผ่านมางานด้านองค์ความรู้จะมุ่งเน้นการถอดความรู้การพัฒนาระบบเกษตรกรรมยั่งยืนที่เชื่อมร้อยสอดคล้องกับวิถีชีวิต นิเวศวัฒนธรรม ภูมิปัญญา รวมทั้งความสัมพันธ์ทางสังคมเพื่อขยายผลในระดับพื้นที่และรณรงค์เผยแพร่เพื่อผลักดันนโยบาย และการพัฒนาและยกระดับความรู้ที่มีการพัฒนาแล้วให้เป็นชุดความรู้ที่น่าสนใจเผยแพร่สู่สังคม เช่น ชุมชนต้นแบบ กระบวนการเรียนรู้ของเกษตรกรในการพัฒนาเกษตรกรรมยั่งยืน การพัฒนากลุ่ม/องค์กรเกษตรกร ฯลฯ จึงเห็นได้ว่าการวิจัยเพื่อท้องถิ่นนับเป็นเครื่องมือที่สำคัญในการบรรลุยุทธศาสตร์องค์ความรู้ของเครือข่าย รวมทั้งช่วยสร้างความเข้มแข็งขององค์กรชุมชนและเครือข่ายในการพัฒนางานด้านเกษตรกรรมยั่งยืน เพราะการวิจัยท้องถิ่นทำให้เกิดการพัฒนาศักยภาพของคนทำงานในพื้นที่และช่วยเชื่อมประสานคนกลุ่มต่างๆ ทั้งที่เป็นสมาชิกเครือข่ายฯ ชาวบ้านทั่วไปในชุมชน ไปจนถึงคนกลุ่มต่างๆ นอกชุมชนให้มาทำงานร่วมกัน อีกทั้งสามารถเป็นเครื่องมือหนึ่งสำหรับการเชื่อมโยงไปสู่กระบวนการวิจัยเชิงนโยบาย อย่างไรก็ตาม งานวิจัยท้องถิ่นก็ไม่ใช้ยาวิเศษที่สามารถตอบโจทย์ทุกอย่างได้เบ็ดเสร็จ จำเป็นต้องมีกระบวนการพัฒนาอื่นๆ อีกมากมายเข้ามาเกี่ยวข้อง แต่อย่างน้อยหากสามารถปรับใช้เครื่องมือชนิดนี้ได้อย่างเหมาะสมก็หวังได้ว่าในอนาคตย่อมนำไปสู่การพัฒนายกระดับให้เกิดเป็นเครือข่ายของการพัฒนาที่อยู่บนฐานความรู้...ความรู้ที่มีชีวิตชีวาและช่วยเหลือเกษตรกรรายย่อยได้อย่างแท้จริง
อ้างอิง
|
![]() |