เฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน << กลับหน้าแรก << กลับหน้ากรณีศึกษา


นายน้อย สระอุบล

ชาวนาบ้านท่างาม ตำบลวังหลวง อำเภอเสลภูมิ จังหวัดร้อยเอ็ดมีอาชีพทำนาอย่างเดียว มามากว่า 40 ปี มีที่นา 30 กว่าไร่ แต่การทำนาไม่ได้ทำให้เขามีชีวิตที่ดีขึ้นเลย หากไม่เจอปัญหาภัยแล้ง ก็เกิดน้ำท่วมนาสลับกันไป ท่านเปรียบเทียบผลผลิตว่า ทำนา 10 กว่าปี แต่ได้ผลผลิตเท่ากับ 2 ปีของคนที่มีแปลงนาที่อุดมสมบูรณ์ แต่ท่านก็ยังต้องทำนา เพราะการทำนาเป็นอาชีพของเขา แม้ว่าจะต้องเป็นหนี้เป็นสินเนื่องจากไม่มีเงินส่งลูกเรียนหนังสือ หรือค่าใช้จ่ายภายในบ้าน แต่เมื่อท่านใช้หนี้สินจนหมด ก็รู้สึกโล่งใจ และไม่คิดจะยืมเงินที่ไหนอีก เพราะเงินที่หาไม่ได้ต้องแบ่งปันเพื่อส่งคืนเจ้าหนี้ พ่อน้อยจึงได้เรียนรู้เรื่องการอดออม


รู้จักตัวตน

จนกระทั่งปี 2536 พ่อน้อยรู้สึกเบื่อหน่าย ท้อแท้กับการทำนา ที่ไม่มีอะไรดีขึ้น ถึงกับบอกลูกทุกคนให้เรียนหนังสือและหางานอื่นทำ ไม่สนับสนุนให้ลูก ๆกลับมาทำนาแต่อย่างใด ณ ช่วงเวลานี้เองที่พ่อน้อยเริ่มกลับมาคิดทบทวนถึงระบบการผลิตที่ว่า เมื่อสมัยพ่อแม่ของท่านทำนากันเพียงไม่กี่ไร่ แต่ก็ยังอยู่ได้พอมีพอกิน ไม่เดือดร้อนเหมือนกับตนในปัจจุบัน เพราะสมัยพ่อแม่ของตนนั้นในแปลงไม่ใช่มีเฉพาะที่นา ยังมีป่าไม้ ไม้ผล มีอาหารจากป่า อีกทั้งแม่ของท่านก็ปลูกผักกิน เพราะสมัยก่อนนั้นเน้นเฮ็ดอยู่เฮ็ดกิน (หาอยู่หากิน) เป็นหลักสำคัญในการดำเนินชีวิต ไม่ใช่ให้คุณค่าชีวิตกับการมีเงินทองมากมายอย่างในปัจจุบัน ทั้งยังไม่มีป่าธรรมชาติให้เข้าไปหาอาหาร ที่สำคัญจำนวนคนก็เพิ่มมากขึ้น พ่อน้อยจึงคิดที่จะปรับปรุงแก้ไขแปลงนา เป็นทำนา-สวนผสมปลูกไม้ผล แต่ไม่รู้ว่าจะต้องเริ่มอย่างไร และอยากเรียนรู้จากผู้อื่นด้วย จึงไปปรึกษาเพื่อนบ้าน แต่ไม่มีใครเห็นด้วย และเห็นว่าพ่อน้อยบ้า ที่จะเอาผืนนาดี ๆ ไปขุดดินทำเป็นสระน้ำ เพื่อใช้ปลูกป่าทำสวน เลี้ยงปลา เพราะถึงไม่ขุดสระน้ำก็ท่วมทุกปีอยู่แล้ว พ่อน้อยจึงไปปรึกษากับเกษตรตำบล ซึ่งเห็นด้วยกับพ่อน้อยเป็นคนแรก และให้การสนับสนุนแนวคิด แต่ตัวเกษตรตำบลก็ไม่มีความรู้เรื่องการทำเกษตรนา-สวนเลย จึงแนะนำว่าควรไปหาอ่านหนังสือในห้องสมุด แต่เอกสารส่วนใหญ่ก็เป็นเรื่องของการปลูกพืชเชิงเดี่ยว เช่นเรื่องการปลูกหน่อไม่ฝรั่ง หรือการปลูกมะม่วง

ทำนาอย่างเดียว มามากว่า 40 ปี มีที่นา 30 กว่าไร่ แต่ไม่ได้ทำให้มีชีวิตที่ดีขึ้นเลย หากไม่เจอปัญหาภัยแล้ง ก็เกิดน้ำท่วมนาสลับกันไป

สมัยพ่อแม่ทำอยู่ไม่กี่ไร่ แต่มีอยู่มีกิน เพราะในนา ยังมีไม้ใช้สอย ไม้ผล เก็บเห็ด เก็บผักจากป่า แม่ยังปลูกผักไว้กินเอง เฮ็ดอยู่เฮ็ดกินไม่เป็นหนี้ใคร

เรียนรู้และศึกษาสิ่งใหม่

ต่อมาปี 2538 จึงปรึกษาลูกชายคนโตที่ไปทำงานที่จังหวัดนครปฐม ซึ่งลูกชายก็สนับสนุนอย่างดี เพราะไม่อยากให้พ่อน้อย ทำนาเพียงอย่างเดียว ลูกชายคนโตนี้เช่าห้องพักกับเจ้าของสวนผักและเลี้ยงปลา แต่เคยทำนามาก่อนเช่นกัน และอยากให้พ่อมาศึกษากับเจ้าของสวนเอง พ่อน้อยจึงชวนลูกชายอีก 2 คนไปดูงานด้วย ทำให้เกิดมุมมองความคิดใหม่ เริ่มมีแนวปฏิบัติเป็นของตนเองบ้าง และได้ถามเจ้าของสวนว่าพ่อน้อยเรียนจบเพียงชั้น ป.4 จะทำสวนแบบนี้ได้หรือไม่ ซึ่งเจ้าของสวนก็ตอบว่า ความรู้ การศึกษานั้นไม่เกี่ยวเลย ของให้คนที่ทำเป็นคนที่สนใจจริง ทำจริง และที่สำคัญต้องมีความขยัน อดทนพ่อน้อยจึงเกิดความเชื่อมั่น และมีกำลังใจขึ้นมา

ปรับปรุงและแก้ไข

พ่อน้อยจึงเริ่มขุดสระในแปลงนา รวมพื้นที่สระน้ำเกือบ 2 ไร่ ซึ่งแนวคิดการขุดสระรูปร่างนี้ เกิดจากการสังเกตสภาพพื้นที่ของแปลงนาเป็นหลัก เนื่องจากพื้นที่นี้ได้รับน้ำท่วมขังทุกปี จึงต้องทำคันคูสระน้ำให้สูง ล้อมรอบนาข้าวที่อยู่ตรงกลาง ซึ่งจะป้องกันน้ำท่วมนาข้าวได้อีกด้วย บริเวณคันคูสระน้ำรอบ ๆ จะสูงและกว้างเพื่อใช้ปลูกไม้ผล และผักต่าง ๆ ไว้กิน

โดยปีแรก 2538 ได้เริ่มปลูกมะม่วง 20 ต้น กล้วย 70 ต้น มะพร้าว ปล่อยปลานิล ปลานัย ปลาตะเพียนลงสระ ทำนาโดยใช้วิธีหว่าน แต่ปีนี้ก็เกิดน้ำท่วมอีก ทำให้ต้นไม้ที่ปลูกตายไปบางส่วน ปลาที่เลี้ยงก็หลุด แต่ก็มีปลาธรรมชาติมาอยู่แทนบ้าง

ปี 2539 เกิดโครงการ คปช. จึงได้ขอพันธุ์ไม้ผลนานาชนิด เช่น มะม่วง ละมุด มะพร้าวน้ำหอม ฝรั่ง ทับทิม มะนาว มาปลูก เหตุที่ต้องปลูกหลายชนิดก็เพื่อแก้ปัญหา ผลผลิตที่ออกพร้อมกัน แต่เพียงชั่วระยะเดียว ทำให้ช่วงฤดูอื่น ๆ ไม่มีผลผลิตเลย

ปี 2540 ไม้ผลเริ่มให้ผลผลิตมาก จึงนำไปขายตามหมู่บ้าน หรือไม่ก็มีผู้รับซื้อที่บ้าน ส่วนมากจะเป็นผัก เช่น พริก มะเขือ มะนาว

สิ่งที่พ่อน้อยสังเกตเห็น คือบางครั้งคนที่เคยบอกพ่อน้อยว่า ปลูกมะม่วงทำไมเพื่อนบ้านรอบ ๆ ก็ปลูก กัน กลับมาซื้อมะม่วงของพ่อน้อยด้วย

ปี 2541 พ่อน้อยได้มีโอกาสไปศึกษาดูงานกับ เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ที่จังหวัดสุรินทร์ เช่น นาของพ่อเชียง ไทยดี นาของมหาอยู่ สุนทรไท และท่านก็ประทับใจในรูปแบบเกษตรของแต่ละคน ซึ่งมีวิธีการพัฒนา จัดการตามประสบการณ์ที่ต่างกันไป ท่านเรียนรู้วิธีการติดตา ซึ่งได้นำกิ่งมะนาวมาทดลองติดตากับต้นมะสังข์ และก็สามารถให้ผลผลิตดี นอกจากนี้ยังได้ศรัทธากับคำกล่าวของพ่อเชียง ไทยดีที่ว่า “ ยาฆ่าแมลงนั้นไม่ต้องใช้ ถ้าเราปลูกพืชให้มีหลากหลายไว้ เวลาแมลงมากินใบไม้ ก็ปล่อยให้มันกิน ถึงยังไงแมลงก็ไม่กินต้นจนตาย เดี๋ยวใบก็งอกใหม่ ที่สำคัญแมลงนั้นไม่กินทุกต้นดอก เพราะเราปลูกพืชหลายชนิด ต้นไม้บางชนิดก็มีกลิ่นไล่แมลง ” พ่อน้อยจึงไม่เคยใช้สารเคมี ปุ๋ยเคมี ในการทำนา ทำสวน การกำจัดแมลงส่วนใหญ่จะใช้วิธี “ มือบีบ ”

ความตั้งใจมั่น และอุตสาหะ คือหัวใจสำคัญของเกษตรกรรมยั่งยืน

จากความอุตสาหะ ความเพียรของพ่อน้อยในการทำเกษตรรูปแบบใหม่ ทำให้เพื่อนบ้านเริ่มให้ความสนใจ และเข้ามาสอบถามขอคำแนะนำ แต่บางคนก็บอกว่ายังคงปฏิบัติไม่ได้ เพราะไม่มีเงินทุน ไม่มีแรงงาน แต่พ่อน้อยก็ยืนยันว่า เงินทอง และแรงงานไม่ใช่ปัจจัยสำคัญในการเปลี่ยนแปลง งานเกษตรยั่งยืนนี้อยู่ที่ความตั้งใจ เมื่อเริ่มต้นปลูกต้นไม้แล้วต้องปฏิบัติต่อเนื่องไป หยุดไม่ได้ ต้องเอาใจใส่ดูแลสม่ำเสมอ ไม่เช่นนั้นผลผลิตจะไม่ได้ดี และการที่คนในครอบครัวมีแนวความคิดไปในทางเดียวกัน เข้าใจความหมายของเกษตรยั่งยืน และเชื่อมั่นในสิ่งที่ทำ ก็จะช่วยให้การทำงานในนา-สวนเป็นไปโดยง่ายและช่วยเหลือซึ่งกันและกันเป็นอย่างดี อีกทั้งยังต้องขยายแนวความคิด ให้คำแนะนำกับเพื่อนบ้านที่สนใจ เพื่อถ่ายทอดความรู้ และส่งเสริมกิจกรรมเกษตรกรรมยั่งยืนให้เกิดมากขึ้นในชุมชนด้วย


<< กลับหน้าแรก << กลับหน้ากรณีศึกษา