เกษตรรุ่นใหม่ในยุคชาวนารุ่นสุดท้ายใกล้สูญพันธุ์

เกษตรรุ่นใหม่ในยุคชาวนารุ่นสุดท้ายใกล้สูญพันธุ์
สุเมธ ปานจำลอง
เครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน
เสียงบ่นของเกษตรกรรุ่นเก่าในสังคมเกษตรกรรมที่พยายามค้นหาทางออกการดำเนินวิถีเกษตรกรรม ที่ต้องฝ่ากระแสการเปลี่ยนแปลงสังคม นำพาประเทศสู่การผลิตเพื่อตอบสนองการบริโภค ภายใต้แบบแผนชีวิตใหม่ด้วยการชี้นำของบรรษัททุนข้ามชาติ เกษตรกรกลุ่มที่เป็นแรงงาน รับจ้าง คนรุ่นเก่าและคนรุ่นใหม่ต่างก็บ่นเป็นเสียงเดียวกันว่า สังคมในเมืองไม่น่าอยู่อีกต่อไปแล้ว เพราะสังคมเป็นอยู่เป็นแบบมือใครยาวสาวได้สาวเอา สภาพแวดล้อมเต็มไปด้วยมลพิษ ทั้งกลิ่นและเสียง ชีวิตความเป็นอยู่ของผู้คนตกอยู่ในสุขภาวะที่ไม่ปลอดภัย สภาพการณ์ที่เป็นอยู่จะเดินหน้าก็ลำบาก จะถอยหลังกลับก็ไม่รู้จะเริ่มต้นอย่างไร เกษตรกรเหล่านี้ยังตกอยู่ในวังวนแห่งการค้นหาคำตอบให้กับชีวิต
ในขณะที่ชุมชนชนบทก็เริ่มก้าวเข้าสู่สภาวะขาดแคลนอาหารทั้งที่เป็นสังคมเกษตรกรรรม อำนาจการจัดการอาหารของภาคเกษตรได้ถูกลดบทบาทลง การกระจายอาหารถูกกำกับโดยระบบอุตสาหกรรมอาหาร การกินอยู่ต้องพึ่งพาภายนอก ภาคการผลิตแบบรายย่อยต้องต้องสู้กับการผลิตแผนใหม่ ด้วยต้นทุนสูง ผลตอบแทนการลงทุนจึงเต็มไปด้วย หนี้สิน ยิ่งต้องต่อสู้ ก็ยิ่งหมดพลัง แทบจะไม่มีอะไรเหลือ คนรุ่นปู่รุ่นพ่อบอกกับลูกหลานว่า “ชาวนารุ่นสุดท้ายกำลังจะหมดไป”
ลูกหลานเกษตรกรได้เข้าสู่ระบบการศึกษาขั้นพื้นฐานตามมาตรฐานการจัดการศึกษาของสังคมไทย ด้วยเหตุผลของใบปริญญา จึงละทิ้งท้องไร่ท้องนา ผันตัวเองสู่การทำงานรับจ้างในภาคเมือง เผชิญชีวิตในในสนามการแข่งขันอันเสรี แข่งกับการหารายได้ เพื่อจับจ่าย หลายชีวิตหลงอยู่กับกระแสที่ชักนำไป แต่ก็มีอีกหลายคนได้บ่นถึงความไม่เป็นธรรมของชีวิตบนเส้นทางรับจ้าง จนหลายคนพยายามหาคำตอบให้กับตัวเองใหม่ เส้นทางอาชีพของลูกหลานเกษตรกรที่เป็นอยู่ในปัจจุบัน อาจจะแตกต่างจากเส้นทางชาวนาในรุ่นพ่อที่พยายามลดทอนคุณค่าของตนเองและตอกย้ำอยู่เสมอว่า“การทำนานั้นขาดทุน และถ้าไม่ทำนาก็ไม่รู้จะไปทำอะไร ” ภาคเกษตรในชุมชนได้ถูกพิพากษาไปแล้วว่าการทำเกษตรเป็นอาชีพที่ลำบาก รายได้น้อย ไม่มีหน้าตาภายใต้สังคม
การกลับมาใหม่ของลูกหลานเกษตรกร ท่ามกลางปัญหาของสังคมที่ไม่นำพาชุมชนเกษตรกรรมที่มีทั้ง ปัญหาการขาดทุน รายได้ไม่พอเพียงกับการเลี้ยงชีพ การสูญเสียที่ดินเพิ่มขึ้นทุกปี ความรู้ภูมิปัญญาของชาวนาในการพึ่งตนเองกำลังจะหมดไปกับคนรุ่นพ่อแม่ การกลืนกินของกลุ่มทุนได้กระทำให้เกษตรกรและลูกหลานเกษตรกรรมเป็นเพียงแรงงานรับจ้างเท่านั้น การกลับมาใหม่ของลูกหลานเกษตรกรควรจะมีทางออกและการปรับตัวใหม่ในยุควิบัติอย่างไร ? อะไรคือคำตอบ นั่นคือความท้าทายของสังคมเกษตรกรรมในทศวรรษหน้า “เวทีสัมมนาเกษตรกรรรุ่นใหม่ ประเทศไทยครั้งที่ ๑ ” ที่จัดขึ้นที่ศูนย์เรียนรู้วิถีนิเวศน์ชุมชนบ้านกุดร่อง ตำบลท่านขอนยาง อ.กันทรวิชัย จังหวัดมหาสารคาม โดย มูลนิธิเกษตรกรรมยั่งยืนประเทศไทยและครือข่ายเกษตรกรรมทางเลือก ภาคอีสาน ระหว่างวันที่ ๑๙ – ๒๑ มกราคม ๒๕๕๕ การสัมมนาครั้งนี้มีเกษตรกรรุ่นใหม่ที่ได้ตัดสินใจหันหลังจากกระแสทุน การรับจ้างกลับมาทำการผลิตใหม่ จากภาคเหนือ ภาคกลาง ภาคใต้ ภาคอีสาน รวม ๔๐ คน

กลุ่มเกษตรกรรุ่นใหม่ที่มองเห็นความไม่เป็นธรรมและการถูกเอาเปรียบจากนายจ้าง เช่น นายพิณ เป็นคนที่เคยไปทำงานรับจ้างในโรงงานผลิตอุปกรณ์คอมพิวเตอร์ตั้งแต่อายุ ๑๕ ปี จากการเป็นแรงงานผู้ผลิตสู่ขั้น จนถึงขึ้นระดับสูงสุดของโรงงานรวมระยะเวลา ๑๘ ปี พบว่า”ผลตอบแทนของการทำงานได้เพียงเงินที่ซื้อเวลาและชีวิตของพวกเรา” โดยทั้งชีวิตไม่ได้มีเวลาที่เป็นอิสระ สุดท้ายตัดสินใจหักดิบตัวเองออกจากงานในตำแหน่งสูงสุดมาเริ่มต้นการผลิตใหม่กับครอบครัว โดยยอมรับว่า”อิสรภาพการผลิตและชีวิตที่สุข คือความเป็นตัวของตัวเอง” ในปัจจุบันเริ่มปรับตัวและทำการผลิตเป็นปีที่ ๓ และมั่นใจว่าชีวิตสุดท้ายจะอยู่กับการเกษตรที่มีพอมีรายได้จากผักปลอดสารพิษและมีชีวิตที่อิสระ มีเวลากับการทำงานกับสังคม
กลุ่มเกษตรกรที่ได้เดินทางไปรับจ้างตั้งแต่จบการศึกษาชั้นมัธยมต้น จนระดับปริญญาตรี ค้นพบว่าการรับจ้างไม่ใช่งานที่ตนเองชอบ และไม่ใช่เส้นทางที่จะเลือก จึงพยายามหาทางออกใหม่ ด้วยการค้นหาช่องทางผ่านประสบการณ์เดิมของครอบครัวที่เป็นความถนัดของตัวเอง และนำความรู้นำประสบการณ์มาช่วงแสวงหาออกมาใช้พัฒนาตนเอง เช่น นายสายัณห์ หวานดี ได้ออกมาช่วยพ่อแม่ปลูกผักสลัดปลอดสารพิษส่งขายในร้านอาหารเขตอำเภอวังน้ำเขียว จากการเรียนมาพัฒนาพันธุ์ผัก เป็นของตนเอง ในปัจจุบันสามารถเก็บเมล็ดพันธุ์และปรับปรุงเมล็ดพันธุ์ผักสลัดได้เอง
กลุ่มคนรุ่นใหม่ที่กำลังสับสน และตัดสินใจออกจากการรับจ้างแต่ยังไม่ชัดเจนต่อแนวทางของตนเองว่าจะเริ่มต้นอย่างไร “ที่ตนเองเลือกเดินทาง ที่เป็นอิสระ ความสับสนในช่วงเริ่มต้นจึงเกิดขึ้นจากการถามหาพวกเดียวกัน ศึกษาเรียนรู้ ก่อนลงมือทำ หรือปรับตัวใหม่ที่”การเริ่มต้นที่ผิดพลาด ไม่ได้เพราะทุนน้อย ต้องออกแรงมาก และมีรายได้น้อยกว่าที่เคยใช้ได้จากการรับจ้าง


ฐานประสบการณ์ทั้งหมด ๓ กลุ่มเป็นชุดบทเรียนและประสบการณ์ที่สำคัญของคนรุ่นใหม่ ภายใต้กระบวนการปรับตัวใหม่ของเกษตรกรที่เข้าร่วมสัมมนาในครั้งนี้ เป็นจุดเริ่มต้นสำคัญของกระบวนการเปลี่ยนผ่านของเกษตรกรรุ่นพ่อสู่รุ่นลูก โดยมีข้อมุมมองและข้อขบคิดร่วมกันที่สำคัญ ดังนี้
เกษตรกรรุ่นใหม่ในความหมายที่ไม่ได้หมายความว่าเป็นเกษตรกรที่มีอายุน้อย แต่หมายถึง คนวัยไหนก็ได้ที่สนใจ ชอบการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งใหม่ที่ดีกว่า ก็ถือว่าเป็นเกษตรกรรุ่นใหม่ได้ทั้งสิ้น (อ.เพิ่มศักดิ์ มกราภิรมย์ ) หากเกษตรกรรุ่นใหม่ที่สนใจที่จะเริ่มต้นใหม่กับชีวิต จากบทเรียนที่ผ่านมา ควรเริ่มต้นที่เรื่องเหล่านี้ คือ
๑) การสร้างศรัทธา ต้องสร้างการเรียนรู้ให้เห็นความสำคัญและคุณค่าของการทำการเกษตร
๒) การฝึกฝนอบรมบ่มเพาะความกล้าแกร่งทางกายและ มีความมานะพยายาม หนักเอาเบาสู้ ด้วยการฝึกปฏิบัติกันจริง ๆ ในไร่นา
๓) การจัดการ ต้องเรียนรู้การจัดการความสัมพันธ์ขององค์ประกอบการเกษตรทั้งระบบครบวงจร ทั้งแนวกว้างและแนวลึก และสามารถสร้างทางเลือกการจัดการที่เหมาะสมและสอดคล้องกับความรู้ความสามารถของตนเอง และ
๔) การใช้ชีวิต ต้องรู้จักชีวิตของตนเองและสังคม สร้างสมดลของชีวิตส่วนตัวและการทำงานช่วยเหลือสังคมให้พอดี
การเริ่มต้นชีวิตภาคเกษตรของคนรุ่นใหม่ตามที่กล่าวข้างต้นเป็นเพียงบทเรียนชุดหนึ่งจากมุมมองอาจารย์เพิ่มศักดิ์ แต่ข้อสรุปที่เกิดจากบทเรียนการปฏิบัตินั้นพบว่า ”ทุกคนต้องออกแบบชีวิตและฟาร์มของตนเอง ไม่มีสูตรสำเร็จให้เลือก เพราะการเกษตรไม่เป็นเพียงการจับจอบจับเสียม แต่เป็นการฝึกฝนพลังจิตและพลังตัวเองให้ได้ การเริ่มต้นของคนปฏิบัติจะเริ่มต้นจากตรงไหน เริ่มต้นจากติดลบ มีต้นทุนที่ดี ไม่สำคัญ จะสำคัญอยู่ที่การได้มีความก้าวหน้า ไม่หยุดนิ่ง(ได้อย่างไร)และที่สำคัญทุกคนที่เป็นคนรุ่นใหม่มักจะไม่มีพลังมากพอกับการเริ่มต้นและเปลี่ยนแปลง ควรเริ่มต้นจากการมีกลุ่มเพื่อนหรือหาเพื่อน”
ในเวทีสัมมนาครั้งนี้เกษตรกรรุ่นใหม่ที่เข้าร่วมงานทั้งหมดได้พยายามสรุปตนเองและบทเรียนสำคัญเพื่อตอบคำถามสำคัญให้กับผู้คนใหม่ ที่อยากเริ่มต้น ควรเป็นอย่างไร ในเวทีเสวนาจึงมีข้อสรุปร่วมกัน ดังนี้
จุดเริ่มต้นของการปรับเปลี่ยน สิ่งสำคัญ คือ การรู้จักตัวเอง หรือการหล่อหลอมความคิด ความเชื่อของตัวเอง ให้มีใจรักการเกษตร และที่สำคัญต้องตอบคำถามตัวเองให้ได้ว่า “เรามีวิธีคิดที่จะทำการเกษตรแบบไหน ? จะรู้เท่าทันต่อสิ่งที่อยากทำให้รอบด้าน ต้องการเรียนรู้จากคนอื่นอย่างไร จะสร้างฐานการเรียนรู้ของตนเองได้อย่างไร ความสุขแบเราๆ เป็นอย่างไร ” จากประสบการณ์ของผู้เข้าร่วมเช่น นายพิณ ได้เริ่มตั้งคำถามกับตนเองว่าปัญหาของตนเองคืออะไร เราจะปรับตัวเองใหม่ที่ต้องเท่าทันกระแสที่เป็นอยู่ได้อย่างไร? และลงมือปฏิบัติพร้อมกับการสรุปตัวเองในแต่ละเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นกับความคิดตนเองให้ได้
การออกแบบฐานการผลิตอย่างมีคุณค่าในมุมแบบเราๆ เป็นการคิดค้นคว้าสร้างจินตภาพโดยรวมของเราเอง เพื่อรับมือกับความต้องการและเปลี่ยนแปลงของชีวิตที่จะเกิดขึ้น ด้วยการเรียนรู้เทคนิค การฝึกทักษะ การทำการเกษตรแบบที่เราต้องการเป็นเรื่อง ๆ โดยเริ่มต้นจากเรื่องง่ายๆ ด้วยการหาเพื่อน หาความรู้จากเพื่อนที่มีเทคนิคเฉพาะ การแลกเปลี่ยนดูงานในแปลง ด้วยการลงมือปฏิบัติ ศึกษาข้อสรุปจากบทเรียนของตนเองให้ได้
การสร้างสังคมและเครือข่ายของเกษตรกรรุ่นใหม่ ในยุคนี้มีหลายคนที่กำลังสับสน หาทางออกบนสถานการณ์ของสังคม มีหลายคนมีประสบการณ์ที่ชัดเจน มีทักษะที่ทันยุคสมัย มีเครือข่ายในหลายระดับ กระบวนการใหม่ของเกษตรกรกลุ่มนี้จึงเป็นทุนเริ่มต้นของการต่อยอดทางประสบการณ์ที่เกิดจากการลงมือทำ จะเกิดความงอกเงยขึ้นมาเรื่อยๆ การเกาะเกี่ยวกันของคนที่สนใจจะมาร่วมขบวนการของคนรุ่นใหม่ในกลุ่มนี้จึงเป็นความหวังของการสร้างพลังร่วมกันเพื่อฝ่าด่านการสูญพันธุ์ของชาวนารุ่นสุดท้าย






